⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7063/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7063/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แม้จะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในภายหลัง ก็ถือเป็นทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันและมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่มีสิทธิ์ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินพิพาท มีสิทธิเพียงร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจำเลยกับผู้ร้องยังอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ร่วมกันประกอบกิจการค้าขายเสื้อผ้าจนกระทั่งจดทะเบียนตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในเวลาต่อมา ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกัน แม้จะมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยและผู้ร้องทำมาหาได้ร่วมกันและมีเจตนาเป็นเจ้าของในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยและผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่มีสิทธิ์ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินพิพาทคงมีสิทธิเฉพาะที่จะร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.288 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.290 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1356 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1359 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1360 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1361 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1363 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1364

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ว. ผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ว. ตั้งแต่ พ.ศ. 2528 จนกระทั่งเด็กชาย ว. อายุ 20 ปี เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่น นอกจากนี้ให้ยก แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงขอหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยใช้เงินส่วนตัวซื้อมา จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนผู้ร้อง โจทก์ให้การว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเป็นของจำเลย ผู้ร้องและจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน ผู้ร้องไม่ได้ทำงาน จำเลยซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยใส่ชื่อผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์เนื่องจากจำเลยเป็นคนต่างด้าว ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้และคืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่าผู้ร้องและจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2528 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คนแรกเกิดเมื่อ พ.ศ. 2529 คนที่ 2 เกิดเมื่อ พ.ศ. 2531 ต่อมา พ.ศ. 2532 ผู้ร้องจดทะเบียนซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท พ.ศ. 2536 จำเลยจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โอ - ทู เท็กซ์ โดยมีจำเลย ผู้ร้อง และนางพัชนิชตา สำลี เป็นหุ้นส่วนผู้ร้องเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการประกอบกิจการค้าขายเสื้อผ้า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของผู้ต้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องมีอาชีพค้าขายเสื้อผ้าทั้งส่งออกและขายภายในประเทศ เงินที่ใช้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของผู้ร้องผู้เดียว จำเลยไม่เคยช่วยออกเงินซื้อเลย จำเลยกับผู้ร้องเลิกกันนานแล้ว ผู้ร้องมิได้นำสืบให้ฟังได้โดยชัดแจ้งว่าจำเลยกับผู้ร้องเลิกกันเมื่อใด แต่กลับปรากฏว่าจำเลยจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด โอ - ทู เท็กซ์ ภายหลังที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อได้ว่า ขณะที่ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจำเลยกับผู้ร้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา ร่วมกันประกอบกิจการค้าขายเสื้อผ้าจนกระทั่งจดทะเบียนตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในเวลาต่อมา ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างอยู่กินด้วยกันแม้จะมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ก็ต้องถือว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยและผู้ร้องทำมาหาได้ร่วมกันและมีเจตนาเป็นเจ้าของในทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยและผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาท คงมีสิทธิที่จะร้องขอกันส่วนในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7063/2544 เด็กชายวรกิจ โอโมริ โดยนางณัฐณา เพชรลอม โจทก์ และในฐานะส่วนตัว นางสาวรำพูน ใสสูงเนิน ผู้ร้อง นายคิโยชิ โอโมริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เด็กชายวรกิจ โอโมริ โดยนางณัฐณา เพชรลอม · และในฐานะส่วนตัว - · ผู้ร้อง - นางสาวรำพูน ใสสูงเนิน · จำเลย - นายคิโยชิ โอโมริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย เกษชุมพล · ชวลิต ศรีสง่า · สุวัตร์ สุขเกษม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายภาติยะ ดวงมณี · ศาลอุทธรณ์ - นายพีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7158/2538ฎีกา 1145/2494ฎีกา 2389/2540ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 945/2537ฎีกา 7677/2557ฎีกา 6789/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 7662/2546ฎีกา 9577/2552ฎีกา 3808/2526ฎีกา 2503/2523ฎีกา 1623/2537ฎีกา 1776/2512ฎีกา 1247/2510ฎีกา 185/2566ฎีกา 963-965/2510ฎีกา 643/2497ฎีกา 1228/2539ฎีกา 39/2524ฎีกา 1065/2505ฎีกา 1492/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา