⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7064/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จะมีการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน แต่หากมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันและสามารถแยกการกระทำแต่ละกรรมได้ ก็ให้ถือเป็นความผิดหลายกรรม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยแต่งกายเป็นภิกษุในศาสนาพุทธโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นภิกษุในศาสนาพุทธซึ่งเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับศาสนา ตาม ป.อ. มาตรา 208 และจำเลยที่ 1 ได้สมคบกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 วางแผนการเพื่อฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจร ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 210 การกระทำความผิดทั้ง 2 ฐานดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันได้ ที่สำคัญก็คือสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.160 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.208 ประมวลกฎหมายอาญา ม.210

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓, ๙๑, ๒๐๘, ๒๑๐, ๓๔๑, ๓๔๓ จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ กับจำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ วรรคแรก, ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป? ฐานแต่งกายพระภิกษุโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี และฐานซ่องโจร จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๗ คนละ ๑ ปี รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒ ปี จำเลยทั้งเจ็ดให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑ ปี? ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานแต่งกายเป็นภิกษุโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๓ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานซ่องโจรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก ๙ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ ว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกันโดยแต่งกายเป็นภิกษุในศาสนาพุทธโดยมิชอบเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นภิกษุในศาสนาพุทธซึ่งเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับศาสนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๘ และจำเลยที่ ๑ ได้สมคบกับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๗ วางแผนการเพื่อฉ้อโกงประชาชน อันเป็นความผิดฐานเป็นซ่องโจร ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑๐ การกระทำความผิดทั้ง ๒ ฐาน ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ย่อมมีเจตนาประสงค์ต่อผลแตกต่างกันได้ ที่สำคัญก็คือสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ เมื่อจำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นการกระทำความผิดหลายกรรม ไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ ๑ ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2544 พนักงานอัยการจังหวัดเลย โจทก์ นายจอมทอง คำวงษา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเลย · จำเลย - นายจอมทอง คำวงษา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พันธาวุธ ปาณิกบุตร · ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเลย - นายกลอน รักษา · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายวัฒนา วิทยกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1294/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 884/2484ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2292/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492ฎีกา 278/2484
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา