⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 721/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป แม้จะมีเงื่อนไขให้ถอนฟ้องคดีอาญาเมื่อได้รับชำระหนี้แล้วก็ตาม แต่เมื่อหนี้ตามเช็คสิ้นผลผูกพันไปแล้ว คดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไปตามการประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ต่อเมื่อได้รับชำระหนี้ตาม สัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงทำให้คดีไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) เท่านั้น แต่เมื่อผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 7พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ซึ่งบัญญัติให้ถือว่าคดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพันไปแล้ว คดีจึงเป็นอันระงับไปเพราะ คดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.4 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขานครปฐม จำนวน 3 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมที่มีอยู่จริงตามสัญญากู้ยืมเงินและบันทึกการสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา เมื่อเช็คทั้งสามฉบับถึงกำหนดเรียกเก็บเงินโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขานครปฐม แต่ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งสามฉบับ โดยให้เหตุผลว่าโปรดติดต่อผู้สั่งจ่ายการกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งให้รับผิดตามเช็คพิพาทต่อศาลจังหวัดนครปฐม คดีแพ่งดังกล่าวโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.16 ของสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1757/2538 ของศาลจังหวัดนครปฐม คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่าหนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนคดีนี้ถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันนั้น เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า ความรับผิดในทางอาญามีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิตเสรีภาพหรือทรัพย์สินของบุคคล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรก บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี ฯลฯ ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ดังนั้น ปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยกระทำความผิดตามโจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีอำนาจที่จะยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นได้แม้จะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สิทธิในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คเป็นอันระงับและเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 หรือไม่เห็นว่า หลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คทั้ง 3 ฉบับฟ้องให้จำเลยรับผิดเป็นคดีแพ่ง และมีการตกลงประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.16 คดีถึงที่สุดไปแล้วดังนั้น สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามมูลหนี้เช็คทั้ง 3 ฉบับ จึงเป็นอันระงับสิ้นไปโดยการประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีเงื่อนไขว่า โจทก์จะถอนฟ้องคดีคดีนี้ต่อเมื่อได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงทำให้คดีนี้ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2) เท่านั้น แต่เมื่อผลของการทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เช็คระงับสิ้นไป กรณีจึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่าถ้าหนี้ที่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 4 ได้ออกเช็คเพื่อใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีอาญาเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อหนี้ตามเช็คได้สิ้นผลผูกพันไปแล้ว คดีของโจทก์จึงเป็นอันระงับไปเพราะคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2544 นาง สุมาลย์ เกิดฤทธิ์ โจทก์ นาง ผ่องพรรณ เอี่ยมสุโร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สุมาลย์ เกิดฤทธิ์ · จำเลย - นาง ผ่องพรรณ เอี่ยมสุโร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · พินิจ เพชรรุ่ง · ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 361/2503ฎีกา 2200/2548ฎีกา 769/2532ฎีกา 2891/2565ฎีกา 4752/2545ฎีกา 728/2519ฎีกา 3038/2531ฎีกา 4577/2543ฎีกา 2498/2528ฎีกา 4537/2531ฎีกา 5445/2554ฎีกา 332/2536ฎีกา 184/2542ฎีกา 4182/2530ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2683/2522ฎีกา 3905/2533ฎีกา 5137/2550ฎีกา 2644/2535ฎีกา 999/2499ฎีกา 77/2490ฎีกา 787/2532ฎีกา 7246/2543ฎีกา 4418/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ