⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 999/2499

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2499

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำอันเดียวที่กฎหมายหลายบทบัญญัติไว้ หากผู้กระทำได้ถูกลงโทษตามกฎหมายบทใดบทหนึ่งแล้ว จะลงโทษตามกฎหมายบทอื่นอีกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

การลักลอบขนน้ำมันออกจากสถานที่เก็บซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการค้ากำไรเกินควร พ.ศ.2490 ต่อเนื่องกับการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศไทย เมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นความผิดสองสำนวนและความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการค้ากำไรเกินควรศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนอีกสำนวนหนึ่งคือฐานนำน้ำมันออกนอกประเทศซึ่งตามพฤติการณ์เห็นได้ว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยตั้งแต่เริ่มยักย้ายก็ด้วยเจตนาอันเดียวที่จะนำออกนอกราชอาณาจักร จึงถือว่าการกระทำของจำเลยต้องด้วย ก.ม. หลายบทและไม่อาจแยกเป็นกะทงหนึ่งต่างหากได้ เมื่อจำเลยถูกลงโทษแล้ว ก็ลงโทษจำเลยอีกไม่ได้ ตาม ป.วิ.อาญา ม.39 (4) ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.70 ประมวลกฎหมายอาญา ม.71

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยกับพวกนำน้ำมันเบนซิน ๑๘ ปีบ ราคา ๘๖๔ บาท ออกนอกราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านด่านศุลกากร และรับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตาม ก.ม.เหตุเกิดที่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.นครพนม ขอให้ลงโทษตาม ก.ม. จำเลยปฏิเสธข้อหาโจทก์ ศาลจังหวัดนครพนมพิจารณาแล้วฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานยักย้ายน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งจำเลยได้ถูกศาลลงโทษไปแล้ว แต่ไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ ของกลางคืนจำเลย โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยถึงขึ้นพยายามเอาน้ำมันออกไปนอกประเทศไทยไม่ได้รับอนุญาตและสาลอาจลง โทษได้เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิด ก.ม.หลายบทหลายกะทงต่างกรรมต่างวาระกันซึ่งโจทก์อาจจะแยกฟ้องจำเลยตามความผิดแต่ละกะทงได้ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.๒๔๖๙ ม.๒๗ ,๓๑ พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ.๒๔๙๐ ม.๓ ให้ปรับ ๔ เท่าราคาของน้ำมันเป็นเงิน ๓๔๕๖ บาท แต่จำเลยอายุไม่เกิน ๒๐ ปี ให้ลดมาตราส่วนลงโทษตาม ก.ม.อาญา ม.๕๘ ทวิ ๑ ใน ๓ คงปรับจำเลย ๒๓๐๔ บาท ถ้าไม่เสียจัดการตาม ก.ม.อาญา ม.๑๘ น้ำมันของกลางริบ กับให้จ่ายเงินรางวัลผู้นำจับร้อยละ ๒๕ และสินบนแก่ผู้นำจับร้อยละ ๓๐ ของค่าปรับตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.๒๔๘๙ ม.๘ ด้วย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาประชุมปรึกษาแล้วถึงหากจะฟังเป็น+ดังศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยถึงชั้นพยายามนำน้ำมันเบนซินออกนอกอาณาจักรเพื่อข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งประเทศลาวก็ตาม แต่เมื่อจำเลยยกเป็นประเด็นต่อสู้ว่าน้ำมันรายเดียวกันนี้จำเลยได้ถูกศาลพิพากษาลงโทษเสร็จเด็ดขาดไปแล้วจำเลยไม่ควรถูกลงโทษอีกดังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงจำต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยตลอดว่ารูปคดีเป็นเช่นไร และจะพึงแยกออกเป็นกรรมหนึ่งต่างหากได้หรือไม่ ได้ความว่าจำเลยได้ยักย้ายน้ำมันเบนซินรายนี้ ๒๐ ปีบ จากตลาดอำเภอธาตุพนมมายังบ้านกลางน้อย บ้านกลางใหญ่ จำเลยกับพวกซึ่งคอยดักอยู่ก็เรียกรถยนต์ให้หยุดรับเอาน้ำมันทั้งหมดลงจากรถยนต์แล้วขนต่อไปยังริมแม่น้ำโขง ช่วยกันนำลงเรือชะล่า ตำรวจตามไปทันจำเลยกับพวกวิ่งหนี ส่วนเรือชะล่าซึ่งมีน้ำมันอยู่ ๔ ปีบก็ถอยออกจากฝั่งราชอาณาจักรไทยข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศลาว พฤติการณ์ดังนี้จึงเห็นได้ว่าการกระทำทั้งหลายของจำเลยตั้งแต่เริ่มยักย้ายน้ำมันจากตลาดอำเภอธาตุพนมนั้นก็ด้วยเจตนาอันเดียวที่จะนำออกนอกราชอาณาจักร แต่โดยที่คณะกรรมการส่วนจังหวัดป้องกันการค้ากำไรเกินควรจังหวัดนครพนมได้ประกาศห้ามมิให้ผู้ใดยักย้ายน้ำมันเบนซินทางบกในเขตจังหวัดนครพนมเกินกว่า ครั้งละ ๑๙๐ ลิตรขึ้นไป โดยมิได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากประธานกรรมการหรือผู้รักษาราชการแทน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการค้า ฯ พ.ศ.๒๔๙๐ พนักงานอัยการจึงแยกฟ้องจำเลยในวันเดียวกันเป็นสองสำนวนคือคดีดำที่ ๗๑๕/๒๔๙๘ ฐานยักย้ายน้ำมันเบนซินไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานนำน้ำมันเบนซินออกนอกราชอาณาจักรไทยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยปฏิเสธอันที่จริงปรากฎอยู่แล้วว่าเป็นน้ำมันเบนซินรายเดียวควรที่จะได้ฟ้องหรือพิจารณารวมกันโดยแท้ เพื่อให้ศาลชี้ขาดว่าการกระทำของจำเลยต่างกรรมต่างวาระหรือไม่ ซึ่งถ้าศาลถือว่าเป็นกรรมเดียวกันก็จะได้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.บทหนัก แต่โจทก์ไม่ได้ร้องขอเช่นนั้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยมีเจตนาเดียวที่จะทำการยักย้ายน้ำมันเบนซินออกนอกประเทศ จึงไม่อาจแยกเป็นกะทงหนึ่งได้ ต่างหากได้ ความผิดของจำเลยต้องด้วย ก.ม.หลายบท เมื่อจำเลยถูกลงโทษแล้ว เพราะการกระทำผิดนั้น สำหรับคดีนี้ก็ลงโทษจำเลยอีกไม่ได้ตาม ป.วิ.อาญา ม.๓๙(๔) จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 999/2499 อัยการจังหวัดนครพนม โจทก์ นายบุญมี อินทรเกษา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการจังหวัดนครพนม · จำเลย - นายบุญมี อินทรเกษา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุลยกรณ์พิทารณ์ · ธรรมบัณฑิต · จักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครพนม - นายสมริด นิลกำแหง · ศาลอุทธรณ์ - นายเจน เวชศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 264/2499ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 222/2468ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 1618/2499ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 466/2471ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 2927/2540ฎีกา 214/2494ฎีกา 169/2490ฎีกา 851/2490ฎีกา 2083/2539ฎีกา 7283-7285/2540ฎีกา 1604-1605/2512ฎีกา 360/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา