⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 728/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ได้ใช้สิทธิฟ้องคดีเรื่องหนึ่งแล้ว จะฟ้องคดีเรื่องเดียวกันซ้อนเข้ามาอีกไม่ได้ ต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญากล่าวหาว่าจำเลยเป็นพนักงานสอบสวน ได้ละเว้นการสอบสวนดำเนินคดีที่โจทก์กล่าวหา ร.กับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ คือเปรียบเทียบปรับ ร.โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือ ร.ให้ได้รับโทษน้อยลง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง ในระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ขอเพิ่มเติมฟ้อง แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาต โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีใหม่ ซึ่งข้อหาเป็นความผิดเรื่องเดียวกัน ดังนี้ แม้สิทธิการฟ้องคดีของโจทก์ยังมิได้ระงับไปก็ตาม หากโจทก์ได้ใช้สิทธินั้นฟ้องคดีแล้ว โจทก์ย่อมจะฟ้องเรื่องเดียวกันซ้อนเข้ามาอีกหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้ (อ้างฎีกาที่ 298-299/2510)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอธัญญบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๖ โจทก์ทั้งสามถูกนายรวม นางกิม และนายไซ้หรือเส่งเล้ง กับพวกอีก ๒ คน ทำร้ายร่ายกายจนโจทก์ทั้งสามได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย โจทก์ทั้งสามได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อจำเลย เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนเดียวกัน จำเลยรับแจ้งความและบันทึกปากคำไว้แล้ว ต่อจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป จนวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๖ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้บังอาจวินิจฉัยบิดเบือนความผิดที่นายรวมกับพวกทำร้ายโจทก์นั้น เป็นความผิดลหุโทษ นอกจากนี้จำเลยยังได้บังอาจบันทึกไว้ในสมุดเปรียบเทียบปรับคดีสถานีตำรวจ โดยมิชอบว่าได้ทำการเปรียบเทียบปรับนายรวมคนเดียว ๕๐ บาท เพื่อปิดคดีโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย เป็นการกระทำในตำแหน่งโดยมิชอบเพื่อจะช่วยนายรวมกับพวกมิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗,๒๐๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญากล่าวหาว่า จำเลยกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการมาก่อนแล้ว ตามคดีอาญาของศาลจังหวัดธัญญบุรี หมายเลขดำที่ ๑๙๓/๒๕๑๗ ในคดีนั้นโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๑๖ เรื่อยมาจนถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๑๗) จำเลยผู้เป็นพนักงานสอบสวน ได้ละเว้นการสอบสวนดำเนินคดีอาญาที่โจทก์กล่าวหานายรวมกับพวกทำร้ายร่างกายโจทก์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเพื่อจะช่วยให้นายรวม นางกิม นายไช้หรือเล้ง กับพวกอีก ๒ คน มิให้ต้องรับโทษ ต่อมาวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๑๗ จำเลยได้ทำหนังสือถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดธัญญบุรีแจ้งเหตุขัดข้อง ไม่สามารถส่งสำนวนการสอบสวนคดีเรื่องนี้ได้ เพราะมิได้ทำสำนวนสอบสวนไว้ และได้ทำการเปรียบเทียบปรับไปแล้ว ซึ่งโจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยไม่มีอำนาจทำได้ เป็นการแจ้งชัดว่าจำเลยทำผิดจริงดังที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗,๒๐๐ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้อง ในระหว่างสืบพยานโจทก์ โจทก์ได้ขอเพิ่มเติมฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๖ จำเลยได้วินิจฉัยบิดเบือนว่า คดีที่โจทก์กล่าวหานายรวมกับพวกเป็นความผิดลหุโทษ จำเลยยังได้ทำบันทึกว่าได้เปรียบเทียบปรับนายรวม ๕๐ บาท ความจริงไม่มีการเปรียบเทียบปรับ เพราะโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ทั้งจำเลยก็ทราบดีว่าตนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีได้มีการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว หากจะอนุญาตให้เพิ่มเติมฟ้อง จะไม่สะดวกแก่การพิจารณา และข้อหาที่โจทก์ขอเพิ่มเติมก็ต่างกรรมต่างวาระกันกับฟ้องเดิม โจทก์ย่อมดำเนินคดีได้ต่างหากอยู่แล้ว ไม่จำต้องขอเพิ่มเติมฟ้อง ให้ยกคำร้อง โจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้ วินิจฉัยว่า แม้สิทธิการฟ้องคดีของโจทก์ยังมิได้ระงับไปก็ตาม หากโจทก์ได้ใช้สิทธินั้นฟ้องคดีแล้ว โจทก์ย่อมจะฟ้องคดีเรื่องเดียวกันซ้อนเข้ามาอีกหาได้ไม่ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง(๑) ซึ่งนำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๘-๒๙๙/๒๕๑๐ ระหว่างผู้ว่าคดีศาลแขวงพระนครใต้ และบริษัทอเมริกันไซยันนามิด คัมปะนี โจทก์ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลอัญอัญที่ ๑ นายไจ้เซ้ง แซ่โล้ว ที่ ๒ จำเลย และเห็นว่าข้อหาในคดีก่อนกับคดีนี้ก็คือจำเลยเปรียบเทียบปรับนายรวม โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือนายรวมให้ได้รับโทษน้อยลง จึงเป็นความผิดเรื่องเดียวกัน โจทก์ฟ้องคดีนี้อีกไม่ได้ และศาลย่อมยกฟ้องไปได้เลยโดยไม่จำต้องวินิจฉัยว่าคดีของโจทก์จะมีมูลหรือไม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2519 นายซิ้ว แซ่จง ในฐานะส่วนตัวและผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวเครือวงศ์ ติยะพรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน โจทก์ ร้อยตำรวจโทสง่า ภิรมย์ภักดี ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความในฐานะส่วนตัวและผู้แทนโดยชอบธรรมของนางสาวเครือวงศ์ - นายซิ้ว แซ่จง · โจทก์ - ติยะพรรณ ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน · ล. - ร้อยตำรวจโทสง่า ภิรมย์ภักดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม ทันด่วน · ชลอ จามรมาน · สมคิด มงคลชาติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญญบุรี - นายพิชัย พานิชสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายกิจจา นาญกิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 99/2541ฎีกา 1656/2512ฎีกา 3345/2535ฎีกา 19406/2555ฎีกา 272/2490ฎีกา 7988/2551ฎีกา 6105/2531ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1165/2537ฎีกา 6344/2540ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1687/2497ฎีกา 4541/2550ฎีกา 1510/2520ฎีกา 674/2549ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา