⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7296/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7296/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวกัน แต่โจทก์แยกฟ้องเป็นหลายคดี และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีใดคดีหนึ่งแล้ว โจทก์จะนำคดีอื่นที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกรรมเดียวกันนั้นมาฟ้องจำเลยอีกไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและ บ. ได้พร้อมกันขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 1 ก -3620 และ บ. ขับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้และยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไว้เป็นของกลาง โดยที่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้ไว้คนละคราวกับที่รับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 1 ก -3620 จึงต้องฟังว่าจำเลยได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันไว้ในคราวเดียวกันซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว แต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นสองคดีตามจำนวนผู้เสียหายเมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรในคดีก่อนไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีก เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าว สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรนั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 335 และ 357 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 840/2538 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี4 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4810/2541ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องข้อหารับของโจรด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2535ร้อยตำรวจเอกแสวง ฤทธิ์รงค์ กับพวกตั้งจุดตรวจอยู่ที่ริมถนนสายเชียงแสน-เชียงของ ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย พบจำเลยขับรถจักรยานยนต์ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนตรวจค้นพบแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีติดอยู่ที่ที่บังลมด้านขวาของรถระบุว่าหมายเลขทะเบียนเชียงใหม่1 ก - 3620 และนายบุญมีขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าสีแดงอีกคันหนึ่งไม่ปรากฏหลักฐาน สอบถามจำเลยและนายบุญมีแล้วทั้งสองคนให้การว่าลักรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวมาจากอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จะนำไปขายยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงจับกุมและแจ้งข้อหาจำเลยและนายบุญมีว่า ร่วมกันลักทรัพย์หรือรับของโจรพร้อมกับยึดรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันเป็นของกลาง ต่อมาจำเลยและนายบุญมีถูกดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนเชียงใหม่ 1 ก - 3620 จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาลงโทษจำคุก2 ปี 6 เดือน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2582/2535 จำเลยพ้นโทษจำคุกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2537 จากนั้นจำเลยถูกดำเนินคดีนี้ข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจร รถจักรยานยนต์ที่ถูกยึดเป็นของกลางอีกคันหนึ่งซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีกหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธินำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรเป็นคดีนี้ได้อีกเพราะเป็นการกระทำผิดต่างกรรมต่างวาระกันกับการรับของโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2582/2535 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและนายบุญมีได้พร้อมกันขณะที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 1 ก - 3620และนายบุญมีขับรถจักรยานยนต์ทั้งสองคันไว้เป็นของกลางโดยที่โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยรับรถจักรยานยนต์ของกลางคดีนี้ไว้คนละคราวกับที่รับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน เชียงใหม่ 1 ก -3620 จึงต้องฟังว่าจำเลยได้รับรถจักรยานยนต์ของกลางทั้งสองคันไว้ในคราวเดียวกันซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว แต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นสองคดีตามจำนวนผู้เสียหายเมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2582/2535 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรเป็นคดีนี้อีก เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกันกับคดีดังกล่าว สิทธิที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรนั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องฐานรับของโจรด้วยนั้น ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7296/2544 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นาย รัชภูมิหรือสมนึก ธรรมวงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · จำเลย - นาย รัชภูมิหรือสมนึก ธรรมวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒนชัย โชติชูตระกูล · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1656/2512ฎีกา 824/2535ฎีกา 19406/2555ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1979/2521ฎีกา 2766/2546ฎีกา 1499/2531ฎีกา 6863/2543ฎีกา 801/2503ฎีกา 5702/2533ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 9083/2544ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 3107/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ