⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7372/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7372/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ และข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำเลย จำเลยฎีกา เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามการที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์มาบางข้อและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลย ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15และปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาชอบที่จะยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกฎีกาของจำเลยโดยให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องย่อมต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499มาตรา 22 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เฉพาะข้อ 2(1)ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นให้รับ และศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ต่อมา จึงมีปัญหาในเบื้องต้นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยมานั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายสำหรับอุทธรณ์ข้อ 2(2) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ แต่โจทก์อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของทั้งโจทก์และจำเลยรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยรับเงินทั้งหมดไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว อุทธรณ์ส่วนนี้จึงเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนที่โจทก์กล่าวในอุทธรณ์ว่าแม้จำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์จำเลยก็มีหนี้ต้องชำระเงินตามเช็คพิพาทเพราะเป็นหนี้ที่บังคับได้ตามกฎหมายนั้น เป็นการกล่าวอ้างขึ้นเพื่อให้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยออกเช็คพิพาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้มิใช่เพื่อเป็นประกันหนี้ดังที่ศาลชั้นต้นรับฟัง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกันสำหรับอุทธรณ์ข้อ 2(3) ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยขอให้โจทก์ทำหนังสือตามเอกสารหมาย ล.8 ขอเงินคืนจากบริษัทพรูเดนเชียลอินชัวรันส์ จำกัด แสดงว่า โจทก์เป็นคู่สัญญากับบริษัทดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่เพียงติดต่อขอเงินจากบริษัทดังกล่าวคืนโจทก์เท่านั้นโจทก์อุทธรณ์ว่าเอกสารหมาย ล.8 เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงของจำเลย บริษัทดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีตัวตนหรือไม่ ก็เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นอันเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนข้อที่เกี่ยวข้องกับเอกสารหมาย จ.3 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เอกสารฉบับนี้มีข้อความว่าจำเลยจะพยายามหาเงินมาคืนโจทก์ แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินนั้นโจทก์อุทธรณ์ว่าหากอ่านเอกสารฉบับนี้ทั้งฉบับประกอบคำเบิกความของจำเลยแล้วจะรับฟังดังศาลชั้นต้นไม่ได้ ย่อมเป็นอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น มิใช่กล่าวอ้างว่าศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงผิดกฎหมายหรือนอกจากที่ปรากฏในสำนวนจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เมื่ออุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์มาบางข้อและศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการไม่ชอบ และแม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาว่าจำเลยไม่มีหนี้ที่ต้องชำระให้โจทก์และจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ปัญหาว่าศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการชอบหรือไม่นี้ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยโดยให้ยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7372/2544 นาย ยงยุทธ์ ธนะปุระ โจทก์ นาง ปริญญ์ จงวัฒนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ยงยุทธ์ ธนะปุระ · จำเลย - นาง ปริญญ์ จงวัฒนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6205/2541ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 1360/2544ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ