คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แม้จะเกิดขึ้นในเหตุการณ์เดียวกันหรือต่อเนื่องกัน ย่อมต้องลงโทษตามความผิดแต่ละกรรมไป
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมตามมาตรา 64 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 144 เป็นความผิดที่ผู้กระทำการจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและมีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดในแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้เหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการกระทำผิดอีกฐานหนึ่งก็ตาม จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๘๓, ๑๔๔
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๔ (ที่ถูกมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดมาตรา ๙๑?
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจ ให้กระทำการไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ จำคุกคนละ ๑ ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม? นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? สำหรับปัญหาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิด ต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่นั้น จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ความผิดฐานร่วมกันให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๔ นั้น เกิดขึ้นระหว่างทางที่จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ กระบะพาคนต่างด้าวไปส่งที่กรุงเทพมหานคร จึงเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมเท่านั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองออกเป็นสองกรรมต่างกัน และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองแต่ละการกระทำความผิดทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ทั้งความผิดตามมาตรา ๖๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ และความผิดตามมาตรา ๑๔๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดที่ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลต่างกัน กฎหมายจึงได้บัญญัติเป็นความผิดและ มีบทลงโทษสำหรับความผิดแต่ละอย่างแตกต่างกัน และลักษณะแห่งการกระทำความผิดสามารถแยกส่วนจากกันได้ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งประสงค์ที่จะลงโทษผู้กระทำความผิด ในแต่ละการกระทำเป็นกรณีไป แม้เหตุการณ์ ที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมจะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องกับการกระทำผิดอีกฐานหนึ่งก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งสองให้การ รับสารภาพตามฟ้อง จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองรับว่าได้กระทำผิดต่อกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้นอันเป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่? ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2544
พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว โจทก์
นายสุริพล เคนงาม ที่ 1 กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว · จำเลย - นายสุริพล เคนงาม ที่ 1 กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อัธยา ดิษยบุตร · ปรีดี รุ่งวิสัย · สมศักด์ เนตรมัย |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายปกรณ์ มหรรณพ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา