⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1061/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2545

ป.อาญา ม.341 · ป.วิ.อาญา ม.39, 40, 43 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยอมความในความผิดอันยอมความได้ก่อนคดีถึงที่สุด ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป และคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ย่อมตกไปด้วย

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายและจำเลยยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของพนักงานอัยการโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.43 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๒๖๘, ๓๔๑, ๙๑, ๘๓ และ ๓๓ ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องเป็นคดีใหม่ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๖๖ (๑), ๓๔๑ ฐานร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันใช้เอกสารปลอม เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม ทั้งนี้ ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอม จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๘ จำคุก ๓ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลังจากศาลอุทธรณ์ภาค ๙ มีคำพิพากษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่า ผู้เสียหายได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจำนวน ๑๐๓,๔๗๘ บาท จากฝ่ายจำเลยแล้ว จึงไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ ๑ อีกต่อไป ปรากฏตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ถือได้ว่าผู้เสียหายและจำเลยที่ ๑ ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวจึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) และย่อมทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ ๑ คืนเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายตกไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1061/2545 พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง โจทก์ นายวรรลบ มณีโชติ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง · จำเลย - นายวรรลบ มณีโชติ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ยอดเณร · สุเมธ ตังคจิวางกูร · ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทลุง - นายวรวิทย์ จิรายุกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวเพลินจิต ตั้งพูลสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 888/2490ฎีกา 4715/2542ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2303/2518ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา