⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1217/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการอย่างเดียวกันหลายครั้ง ต้องปิดอากรแสตมป์ตามจำนวนครั้งที่กระทำ แต่หากเป็นการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการอย่างเดียวกันเพียงครั้งเดียว ให้ปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาท

ย่อคำพิพากษา

ตามหนังสือมอบอำนาจระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่าเป็นการมอบอำนาจให้นาง ก. หรือนาย ส. คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันคดีนี้เท่านั้น ทั้งกิจการที่นาง ก. หรือนาย ส. กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เพียงครั้งเดียว หาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้นาย ส. ผู้รับมอบอำนาจคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความและนาง ก. ผู้รับมอบอำนาจอีกคนหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่ผู้รับมอบอำนาจทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสอง จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียว ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง 10 บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจจำนวน 30 บาท จึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 104 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ 7 (ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.800 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.801 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.804 ประมวลรัษฎากร ม.104 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรเจิด เย็นมนัส ดำเนินคดีแทน และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๘๙,๕๔๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากจำเลยที่ ๑ ไม่ผิดสัญญา โดยโจทก์มิได้ถือกำหนดระยะเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ โจทก์รับเงินค่างวดค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ ๑ ชำระไม่ตรงงวดแต่กลับมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจึงเป็นการไม่ชอบ โจทก์ยึดรถคืนโดยทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ชำระเงินครั้งแรกเป็นเงิน ๔๑,๑๒๑.๔๙ บาท และผ่อนชำระ ๗ งวด พร้อมเบี้ยปรับเป็นเงิน ๗๒,๔๗๑ บาท โจทก์ประมูลรถได้เงินจำนวน ๒๐๙,๕๕๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๒๓,๑๔๒.๔๙ บาท โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจที่นายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์มอบอำนาจช่วงให้นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ ฟ้องจำเลยทั้งสองตามเอกสารหมาย จ. ๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามกฎหมายได้หรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ ระบุข้อความไว้โดยแจ้งชัดว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ โดยนายบรรเจิด เย็นมนัส ผู้รับมอบอำนาจขอมอบอำนาจช่วงให้แก่นางกรรณิกา สุขสุดประเสริฐ หรือนายสมศักดิ์ รุ่งรัตนประเสริฐ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนายสมชาย สัตยาภรณ์ นายธีระวัฒน์ ชูสอน เป็นจำเลยต่อศาลฐานผิดสัญญาเช่าซื้อ ค้ำประกัน เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจ (ที่ถูกน่าจะเป็น เพื่อการนี้ให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจ) ดังจะกล่าวต่อไปนี้ด้วยคือ ฯลฯ ข้อความที่ระบุไว้เช่นนี้เป็นการมอบอำนาจให้นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์คนใดคนหนึ่งกระทำการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสองฐานผิดสัญญาเช่าซื้อและค้ำประกันคดีนี้เท่านั้น กิจการที่นางกรรณิกาหรือนายสมศักดิ์กระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องจำเลยทั้งสองคดีนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หาได้กระทำกิจการแยกกันต่างคนต่างฟ้องคดีเรื่องอื่นต่อจำเลยทั้งสองหรือฟ้องบุคคลอื่นอันเป็นการกระทำมากกว่าครั้งเดียวไม่ แม้นายสมศักดิ์ผู้รับมอบอำนาจช่วงคนหนึ่งเป็นผู้แต่งตั้งทนายความและนางกรรณิกาผู้รับมอบอำนาจช่วงอีกคนหนึ่งเข้าเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีนี้ก็ตาม ก็เป็นที่เห็นได้ว่ากิจการที่ผู้รับมอบอำนาจช่วงทั้งสองกระทำเป็นกิจการเดียวกันคือฟ้องร้องดำเนินคดีนี้ต่อจำเลยทั้งสองเท่านั้น จึงเป็นกรณีการมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียว ซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์เพียง ๑๐ บาท ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ ๗ (ก) เมื่อโจทก์ปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ จำนวน ๓๐ บาท จึงสมบูรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐๔ และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายประมวลรัษฎากร ข้อ ๗ (ก) แล้ว หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. ๓ ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้ตามความในประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘ จึงฟังได้ว่าโจทก์โดยนายบรรเจิดผู้รับมอบอำนาจมอบอำนาจช่วงให้แก่นายสมศักดิ์ฟ้องคดีนี้โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1217/2545 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสมชาย สัตยาภรณ์ ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายสมชาย สัตยาภรณ์ ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวปัทมา ทุมมา · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6938/2539ฎีกา 1452/2511ฎีกา 53/2525ฎีกา 2721/2548ฎีกา 3616/2558ฎีกา 1451/2512ฎีกา 6/2475ฎีกา 1897/2538ฎีกา 2423/2550ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2049/2528ฎีกา 991/2548ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540ฎีกา 158/2509ฎีกา 199/2535ฎีกา 2987/2517ฎีกา 2744/2517ฎีกา 1748/2511ฎีกา 1/2511ฎีกา 1815/2493ฎีกา 5162/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา