⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2541/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สิทธิเรียกร้องในเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ของลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากรัฐบาล ย่อมตกอยู่ภายใต้การบังคับคดีตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ. มาตรา 286 เป็นข้อยกเว้นความรับผิดแห่งการบังคับคดีจะต้องตีความโดยเคร่งครัด การที่การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งก่อตั้งเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ได้แยกออกจากรัฐบาลเป็นเอกเทศต่างหาก เมื่อจำเลยเป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนหรือลดขั้นเงินเดือน และรับรายได้เป็นเดือนจากงบประมาณของการรถไฟแห่งประเทศไทย มิใช่จากเงินจัดสรรงบประมาณเหมือนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาล จำเลยจึงหาใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตามความหมายของป.วิ.พ. มาตรา 286 (2) ไม่ เมื่อจำเลยมิใช่ลูกจ้างของรัฐบาล สิทธิเรียกร้องในเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ของจำเลยที่มีอยู่ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้เป็นนายจ้าง จึงตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามป.วิ.พ. มาตรา 286 (3)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.286 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยิมจำนวน ๖๓๔,๙๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยขอให้อายัดเงินสงเคราะห์ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการรถไฟแห่ง ประเทศไทย เนื่องจากจำเลยได้พ้นจากการเป็นพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ และของต้นเงินจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ต่อมาปรากฏว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินบำนาญจากการรถไฟแห่งประเทศไทย เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท เศษและการรถไฟแห่งประเทศไทยได้หักเงินบำนาญของจำเลยไว้เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๑ เป็นเงิน ๘,๑๙๔.๘๔ บาทและในเดือนกันยายน ถึง เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๑ หักไว้เดือนละ ๘,๐๗๔.๘๔ บาท ทุกเดือน เป็นต้นมา ส่งมาตามหมายอายัดของศาลชั้นต้น โดยจะจ่ายเงินแก่จำเลยเดือนละประมาณ ๔,๐๐๐ บาท เศษ จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ ขอให้เพิกถอนหมายอายัดเงินสงเคราะห์ประเภทบำนาญของจำเลยที่มีต่อการรถไฟแห่งประเทศไทย อ้างว่าเงินบำนาญของจำเลยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยเป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงมิใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ (๒) ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทยจะถือได้หรือไม่ว่าเป็นลูกจ้างของรัฐบาลตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ (๒) เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖ เป็นข้อยกเว้นความรับผิดแห่งการบังคับคดีจะต้องตีความโดยเคร่งครัด จำเลยในคดีนี้เป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ไม่ขึ้นอยู่ในกระทรวงทบวงกรมใดของรัฐบาล มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไป ผู้ว่าการมีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนขั้น และลดขั้นเงินเดือนของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เพียงกำกับโดยทั่วไปเท่านั้น หามีอำนาจร่วมจัดกิจการและควบคุมดูแลโดยตรงไม่ นอกจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทยยังจัดทำงบประมาณประจำปีของตนเอง ไมรวมอยู่ในงบประมาณแผ่นดิน และยังมีกฎหมายแยกกิจการการรถไฟแห่งประเทศไทยออกเป็นนิติบุคคลต่างหาก ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าเป็นการแยกการรถไฟแห่งประเทศไทยออกจากรัฐบาลเป็นเอกเทศต่างหาก หากรัฐประสงค์จะคุ้มครองการรถไฟแห่งประเทศไทยและลูกจ้างเป็นกรณีพิเศษก็จะต้องบัญญัติกฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง จำเลยเป็นลูกจ้างของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อนหรือลดขั้นเงินเดือน และรับรายได้เป็นเดือนจากงบประมาณของการรถไฟแห่งประเทศไทย มิใช่จากเงินจัดสรรงบประมาณเหมือนข้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาล จำเลยจึงหาใช่ลูกจ้างของรัฐบาลตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๘๖(๒) ไม่ เมื่อจำเลยมิใช่ลูกจ้างของรัฐบาล สิทธิเรียกร้องในเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) ของจำเลยที่มีอยู่ต่อการรถไฟแห่งประเทศไทยผู้เป็นนายจ้าง จึงตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๖(๓) ที่จำเลยฎีกา จำเลยได้รับเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เพียงเดือนละ ๔,๑๐๐ บาท ถัวเฉลี่ยแล้วจะได้รับวันละ ๑๓๐ บาท ซึ่งไม่พอแก่การครองชีพในปัจจุบันขอให้ศาลเพิ่มเงินบำนาญส่วนที่จำเลยได้รับให้สูงขึ้นนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ถึง ๖๐๐,๐๐๐ บาท และยอดเงินที่ถูกอายัดเพียงเดือนละ ๘,๐๗๔.๘๔ เท่านั้น เมื่อพิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีมาพิจารณาประกอบกับฐานะทางครอบครัวของจำเลยแล้ว การอายัดเงินสงเคราะห์รายเดือน (บำนาญ) เพียงเดือนละ ๘,๐๗๔.๘๔ บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นางพิมลรัตน์ วรรธนะหทัย ผู้ช่วย น.ส.อังคณา สินเกษม ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายชีพ จุลมนต์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2541/2545 นายอภิวัชร์ สุขบุญมาก นางสาววนิดา กะลัมพะเหติ

รายละเอียดคดี

คู่ความสุขบุญมาก - นายอภิวัชร์ · กะลัมพะเหติ - นางสาววนิดา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอดิศร บุปผเวส · ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 693/2487ฎีกา 581/2501ฎีกา 592/2510ฎีกา 320/2482ฎีกา 1345/2532ฎีกา 1462/2565ฎีกา 2923/2525ฎีกา 1452/2511ฎีกา 552/2548ฎีกา 2776/2525ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 3250/2536ฎีกา 94/2474ฎีกา 272/2490ฎีกา 1897/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 3020/2532ฎีกา 1277/2493ฎีกา 1578/2493ฎีกา 1313/2515ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา