⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3124/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2545

ป.วิ.แพ่ง ม.208

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอให้พิจารณาใหม่ต้องแสดงข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นโดยละเอียดชัดแจ้งว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใด และมีเหตุผลหรือหลักฐานแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกล่าวอ้างในคำขอให้พิจารณาใหม่แต่เพียงว่าสัญญากู้เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่อศาลแรงงานกลาง และจำเลยโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยมีโอกาสต่อสู้คดี คำพิพากษาคงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นข้ออ้างลอย ๆมิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไร ทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว จึงเป็นคำขอที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การสู้คดี ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยทั้งสองไม่มาศาลศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว โดยพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,106,939.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 994,466.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 187308 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรีพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ว่า คดีนี้เดิมศาลนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 เวลา 13 นาฬิกา แต่วันดังกล่าวมีการสัมมนาผู้พิพากษาทั่วไป ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541 ทนายจำเลยทั้งสองจึงมอบฉันทะให้นายสมเกียรติเจริญมหรรชัย เสมียนทนายไปฟังคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดี ศาลเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ไปเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13 นาฬิกา แต่เสมียนทนายสับสนและเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ศาลเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ไปเป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13นาฬิกา และได้แจ้งให้ทนายจำเลยทั้งสองทราบว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2542 เวลา 13 นาฬิกา ดังนั้นในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 1 กุมภาพันธ์2542 เวลา 13 นาฬิกา ทนายจำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ไปซักค้านพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้จงใจขาดนัดพิจารณา จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้ว่าสัญญากู้ตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่ลูกจ้าง จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์จะต้องเสนอข้อพิพาทต่อศาลแรงงานกลางซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ และจำเลยทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยทั้งสองมีโอกาสต่อสู้คดี คำพิพากษาคงเปลี่ยนแปลงไป ขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิจารณาตามคำร้อง จำเลยจงใจขาดนัดพิจารณา ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคดีใหม่ ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า คำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยทั้งสองเข้าเกณฑ์ตามบทบัญญัติของกฎหมายครบถ้วนหรือไม่เห็นว่า จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในคำขอให้พิจารณาใหม่แต่เพียงว่าสัญญากู้เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่อศาลแรงงานกลาง และจำเลยทั้งสองโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจฟ้องและยอดหนี้ที่โจทก์ฟ้อง หากจำเลยทั้งสองมีโอกาสต่อสู้คดี คำพิพากษาคงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นข้ออ้างลอย ๆ มิได้กล่าวโดยละเอียดชัดแจ้งซึ่งข้อคัดค้านคำตัดสินชี้ขาดของศาลชั้นต้นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องในส่วนใดอย่างไรทั้งไม่มีเหตุผลหรือหลักฐานอ้างอิงที่จะแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่าหากพิจารณาใหม่แล้ว ศาลอาจพิพากษาให้ผิดแผกแตกต่างจากที่ได้พิพากษาไปแล้ว จึงเป็นคำขอที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรคสอง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่ามีเหตุอันสมควรให้มีการพิจารณาใหม่หรือไม่ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่โดยไม่ได้ทำการไต่สวน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3124/2545 ธนาคาร ออมสิน โจทก์ นาง สุทธินี ลิ้มเจริญพรชัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร ออมสิน · จำเลย - นาง สุทธินี ลิ้มเจริญพรชัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒนชัย โชติชูตระกูล · อภิชาต สุขัคคานนท์ · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 1633/2532ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 3909/2535ฎีกา 3290/2525ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 5011/2532ฎีกา 4041/2542ฎีกา 3934/2530ฎีกา 5768/2534ฎีกา 925/2526ฎีกา 2430/2533ฎีกา 1592/2521ฎีกา 126/2538ฎีกา 1155/2511ฎีกา 3178/2533ฎีกา 1554/2524ฎีกา 57/2522ฎีกา 4295/2534ฎีกา 1128/2519ฎีกา 6499/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา