⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3524/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้กู้ชำระเงินเพิ่มตามอัตราแลกเปลี่ยนของเงินตราต่างประเทศ ถือเป็นการกำหนดค่าตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยระบุว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ 500,000 บาทโดยมิได้ระบุให้ใช้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างใด ส่วนข้อความที่ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ24.29บาทในกรณีที่เงินดอลลาร์อเมริกันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นผู้กู้ยอมชำระอัตราเพิ่มขึ้นด้วย" นั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ผู้กู้ชำระเงินเพิ่มในกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น หาใช่เป็นการแสดงว่าเป็นการกู้เงินหรือต้องใช้เงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ จำเลยต้องชำระหนี้ตามจำนวนในสัญญาให้โจทก์เป็นเงินไทย ทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็มิใช่เป็นเบี้ยปรับหรือการกำหนดค่าเสียหาย แต่เป็นการกำหนดให้ผู้กู้ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ผู้กู้จะต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้อันเป็นการให้ค่าตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ยที่ตกลงกันไว้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน กรณีจึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะมิอาจบังคับได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยมิได้ฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.654 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท (ขณะกู้ยืมเงิน ดอลลาร์สหรัฐ ดอลลาร์ละ 24.29 บาท เท่ากับกู้ยืม 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐ) ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตกลงกันว่าในวันกู้ยืมเงินกันอัตราดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ24.29 บาท ในกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น จำเลยยอมชำระอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว หลังกู้ยืมเงินจำเลยไม่เคยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถาม ทั้งให้ทนายความบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยไม่ชำระ อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 10เมษายน 2541 ซึ่งเป็นวันใกล้เคียงที่สุดกับวันที่ทนายความโจทก์บอกกล่าวทวงถามครั้งสุดท้ายและวันฟ้องดอลลาร์ละ 40.25 บาท คิดเป็นเงินไทยได้ 828,530.15 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้ยืมจนถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 362,481.92 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำนวน 828,530.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่กู้ยืมจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 362,481.92 บาท จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์เป็นเงินไทย 500,000 บาท จริงโจทก์ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลยเป็นเงินไทย ไม่ได้ส่งมอบให้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนโดยอ้างอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น คงมีสิทธิฟ้องเรียกต้นเงิน 500,000 บาท ตามสัญญากู้เงินเท่านั้น โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เท่ากับอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เป็นการเรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจึงตกเป็นโมฆะโจทก์จึงมีสิทธิเรียกเฉพาะเงินต้น 500,000บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับเงินดอลลาร์สหรัฐให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8พิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวไม่มีก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน และในสัญญากู้เงินข้อ 9 ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ 24.29 บาท ในกรณีที่เงินดอลลาร์อเมริกันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ผู้กู้ยอมชำระอัตราเพิ่มขึ้นนี้ด้วย" จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 หลังกู้ยืมเงินจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้จำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วเพิกเฉย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้โจทก์เป็นเงินไทยหรือเงินดอลลาร์สหรัฐ เห็นว่า ตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ระบุว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน 500,000 บาท ซึ่งไม่มีการระบุว่า ให้ใช้หนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐแต่อย่างใดส่วนตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ข้อ 9 นั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้ผู้กู้ชำระเงินเพิ่มในกรณีที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น หาใช่เป็นการแสดงว่าเป็นการกู้เงินหรือต้องใช้เงินกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐไม่ จำเลยจึงต้องชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้โจทก์เป็นเงินไทยจำนวน 500,000 บาท ตามสัญญากู้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปในปัญหาข้อกฎหมายว่า ข้อตกลงในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ข้อ 9 ที่ระบุว่า "วันนี้ 1 อัตราดอลลาร์อเมริกันเท่ากับ24.29 บาท ในกรณีที่เงินดอลลาร์อเมริกันมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ผู้กู้ยอมชำระอัตราเพิ่มขึ้นนี้ด้วย" ใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นเบี้ยปรับหรือการกำหนดค่าเสียหาย แต่เป็นการกำหนดให้ผู้กู้จะต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ที่ผู้กู้จะต้องชำระให้แก่ผู้ให้กู้ตามสัญญากู้เงินเป็นการให้ค่าตอบแทนเพิ่มจากดอกเบี้ยที่คู่สัญญากำหนดกันไว้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามสัญญากู้เงินในข้อ 4 จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 จึงตกเป็นโมฆะมิอาจบังคับได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนฎีกาของจำเลยในข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,584.60 ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์นั้นหาชอบไม่ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2545 นาย คอนสตันตินอส ดิมัส โจทก์ นาย เลิศศักดิ์ เจริญสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย คอนสตันตินอส ดิมัส · จำเลย - นาย เลิศศักดิ์ เจริญสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย เกษชุมพล · ไพศาล เจริญวุฒิ · สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 591/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 272/2490ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 794/2509ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 2170/2517ฎีกา 4007/2552ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ