⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3535/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลลงนามในนิติกรรมหรือสัญญาโดยมิได้ระบุว่ากระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการ ย่อมไม่เป็นการผูกพันโจทก์ เว้นแต่โจทก์จะซื้อทรัพย์สินดังกล่าวโดยให้บุคคลนั้นเป็นคู่สัญญาแทน.

ย่อคำพิพากษา

ตามสัญญาซื้อขายระบุว่า ป. ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุในฐานะส่วนตัว มิได้ซื้อแทนห้างโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ ซึ่งย่อมเป็นสิทธิที่ ป. จะจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ หาใช่ว่าหาก ป. ลงนามในนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ทั้งที่มิได้ระบุว่าทำแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แล้วจะต้องถูกผูกพันว่าเป็นการกระทำการแทนโจทก์แต่อย่างใดไม่ และการที่ ป. นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปประกันวินาศภัยไว้กับบริษัท ส. หรือนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าแล่นในเส้นทางสายเชียงใหม่ - ขอนแก่นนั้น อาจเป็นวิธีจัดการทรัพย์สินส่วนตัวของ ป. ก็เป็นได้ ประกอบกับคำบรรยายฟ้องโจทก์ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาโดยตรง โดยมิได้บรรยายว่าโจทก์ซื้อรถดังกล่าวโดยให้ ป. เป็นคู่สัญญาแทนแต่ประการใด โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.70 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.453 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาท ตัดหน้ารถยนต์โดยสารของโจทก์ในระยะกระชั้นชิด เป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารของโจทก์พุ่งเฉี่ยวชนรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ทำให้คนขับรถยนต์โดยสารของโจทก์ถึงแก่ความตาย และรถยนต์โดยสารของโจทก์เสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 1,856,523.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,731,300.78 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและจำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-2958 ขอนแก่น จึงไม่มีอำนาจฟ้องเหตุเกิดจากความประมาทของลูกจ้างโจทก์ หากจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดก็ไม่เกินวงเงินประกันภัยจำนวน250,000 บาท และเหตุครั้งนี้จำเลยที่ 2 ถูกบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นเงิน 43,537 บาท ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ต้องชดใช้ให้ก็ต้องนำมาหักออกจากวงเงินประกันภัยดังกล่าวด้วยรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เสียหายต้องซ่อมเป็นเงิน 200,000 บาท หากจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทด้วย ค่าเสียหายต้องเฉลี่ยไปตามส่วน และบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัด เจ้าของรถยนต์โดยสารมอบอำนาจให้นายประสันต์ เขมะประสิทธิ์ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับภริยาจำเลยที่ 1 ทำให้มูลละเมิดระงับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-2958 ขอนแก่น คันเกิดเหตุหรือไม่ คดีได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เดิมนายสราวุธ ยุทธพงศ์สุนทร เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุ และนายสราวุธได้นำรถคันดังกล่าวเข้าแล่นร่วมกับบริษัทขนส่ง จำกัดในเส้นทางสาย 633 เชียงใหม่ - ขอนแก่น ในนามของบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัดซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิจากบริษัทขนส่ง จำกัด โดยนายสราวุธต้องซื้อสิทธิในการแล่นรถร่วมดังกล่าวจากบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัด และต้องจดทะเบียนใส่ชื่อบริษัทสหร่วมกิจเดินรถ จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถคันดังกล่าวตามระเบียบของบริษัทขนส่ง จำกัดต่อมานายสราวุธได้ขายรถยนต์คันเกิดเหตุและสิทธิในการเดินรถให้แก่นายประสันต์ เขมะประสิทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ แล้วนายประสันต์ได้นำรถคันดังกล่าวเข้าแล่นในเส้นทางเชียงใหม่ - ขอนแก่น ในนามของโจทก์ และได้จดทะเบียนโอนชื่อเจ้าของรถยนต์โดยสารอีกคันหนึ่งที่ซื้อมา พร้อมกับรถยนต์คันเกิดเหตุไปเป็นชื่อโจทก์แล้ว แต่รถยนต์คันเกิดเหตุยังเปลี่ยนชื่อไม่ได้เนื่องจากติดพันคดีนี้อยู่ เห็นว่า ตามสัญญาซื้อขายระบุว่านายประสันต์ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุกับรถยนต์โดยสารอีกคันหนึ่งในฐานะส่วนตัวมิใช่ซื้อแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์ซึ่งเป็นสิทธิที่นายประสันต์จะดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินส่วนของตนได้หาใช่ว่าหากนายประสันต์ลงนามในนิติกรรมหรือสัญญาใด ๆ ทั้งที่มิได้ระบุว่าทำแทนโจทก์หรือในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แล้วก็จะต้องถูกผูกพันว่าเป็นการกระทำแทนโจทก์เนื่องจากนายประสันต์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์แต่ประการใดไม่ และการที่นายประสันต์นำรถยนต์คันเกิดเหตุไปประกันวินาศภัยไว้กับบริษัทสุขุมวิทย์ประกันภัย จำกัด หรือนำรถยนต์คันดังกล่าวเข้าแล่นในเส้นทางสายเชียงใหม่ - ขอนแก่น ในนามของโจทก์ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกานั้น ก็อาจเป็นวิธีการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนตัวของนายประสันต์ดังเช่นที่นายสราวุธเคยกระทำก่อนที่จะโอนขายรถยนต์คันเกิดเหตุให้แก่นายประสันต์ก็เป็นได้ ประกอบกับตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็ระบุยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุมาโดยตรงมิได้บรรยายว่าโจทก์ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวโดยให้นายประสันต์เป็นคู่สัญญาแทนแต่ประการใดแล้ว พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมาจึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3535/2545 ห้างหุ้นส่วนจำกัด วสันต์ทัวร์ 1990 โจทก์ นาย ณรงค์ พาลี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด วสันต์ทัวร์ 1990 · จำเลย - นาย ณรงค์ พาลี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุภิญโญ ชยารักษ์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 272/2490ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ