คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5230/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้เป็นผู้เสียหาย โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้จากการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ถือเป็นการใช้ดุลพินิจในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งหากโจทก์ประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำเบิกความของพยานโจทก์เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ถือเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง.
ย่อคำพิพากษา
คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์ว่า สัญญาซื้อขายหุ้นทำระหว่าง ว. กับจำเลยโดยโจทก์ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ในชั้นไต่สวนและในชั้นพิจารณากับข้อเท็จจริงคงได้จากพยานหลักฐานว่า ว. ให้โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีแทน โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบจึงไม่เป็นผู้เสียหาย แม้คำวินิจฉัยจะมิได้กล่าวไปถึงคำเบิกความของ ว. ที่ว่า ว. นำเช็คพิพาทไปแบ่งให้แก่โจทก์ เพราะเดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. 2 จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาขายหุ้นทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ ดังนี้เท่ากับแสดงว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักคำเบิกความของ ว. ดังกล่าวแล้วว่าไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้นั่นเอง ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีนี้จนครบถ้วนเท่ากับยังไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำเบิกความทั้งหมดของพยานโจทก์คือตัว ว. เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์อ้างเป็นข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย อันถือว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในทางพิจารณายังไม่ครบถ้วน อันเป็นการไม่ปฏิบัติไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย หากพิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวงแล้ว จะพบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอแก่การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักให้ฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น" และมาตรา ๑๗๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ก่อนนำพยานเข้าสืบ โจทก์มีอำนาจเปิดคดีเพื่อให้ศาลทราบคดีโจทก์ คือแถลงถึงลักษณะของฟ้อง อีกทั้งพยานหลักฐานที่จะนำสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลย เสร็จแล้วให้จำเลยนำพยานเข้าสืบ" แสดงว่าในคดีอาญา โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องนำพยานเข้ามาสืบเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยก่อน หากพยานหลักฐานของโจทก์นำมาสืบฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็ดี จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดก็ดี ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕ รวมทั้งในคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ยังต้องมีหน้าที่นำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลด้วย คดีนี้โจทก์นำนายวิชัย ชายะพงศ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เข้ามาเป็นพยานปากเดียวเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและชั้นพิจารณาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายเพราะจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่าเสียหายให้แก่นายวิชัยและนายวิชัยต้องนำไปแบ่งให้แก่โจทก์เพราะที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. ๒ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ซึ่งนายวิชัยได้โทรศัพท์แจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขกับเรื่องค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ววินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำมาสืบว่า สัญญาซื้อขายหุ้นทำระหว่างนายวิชัยกับจำเลยโดยโจทก์ไม่เกี่ยวข้องทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบตัวโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและในชั้นพิจารณากับข้อเท็จจริงคงได้จากพยานหลักฐานดังกล่าวเพียงว่า นายวิชัยให้โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีแทน โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงโดยชอบ จึงไม่เป็นผู้เสียหาย แม้คำวินิจฉัยดังกล่าวจะมิได้กล่าวไปถึงคำเบิกความของนายวิชัยที่ว่า ได้นำเช็คพิพาทไปแบ่งให้แก่โจทก์เพราะเดิมโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามสัญญาซื้อขายหุ้นเอกสารหมาย จ. ๒ จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตามแต่คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่าโจทก์มิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาขายหุ้นทั้งโจทก์มิได้นำสืบตัวโจทก์ ดังนี้เท่ากับแสดงว่าศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักคำเบิกความของนายวิชัยดังกล่าวแล้วว่าไม่มีน้ำหนักรับฟังได้นั่นเอง กรณีมิใช่เรื่องที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานที่มีปรากฏอยู่ในทางพิจารณาเพียงบางส่วนหรือไม่ครบถ้วน ดังนั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงในคดีนี้จนครบถ้วนเท่ากับยังไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗ จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นโดยประสงค์ให้ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงไปตามคำเบิกความทั้งหมดของพยานโจทก์คือนายวิชัยเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์อ้างเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหาย อันถือได้ว่าเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5230/2545
นางวณี ชายะพงศ์ โจทก์
นายจุลพงษ์ รัตนมาศทิพย์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางวณี ชายะพงศ์ · จำเลย - นายจุลพงษ์ รัตนมาศทิพย์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สบโชค สุขารมณ์ · ชูชาติ ศรีแสง · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงธนบุรี - นางนฤมล สันติสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา