⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5541/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5541/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมไม่อยู่ในทางที่จะถูกยึดหรือขายทอดตลาดได้ และไม่อยู่ในทางที่จะได้มาโดยอายุความ

ย่อคำพิพากษา

คณะกรรมการหมู่บ้านซื้อที่ดินพิพาทเพื่อให้ราษฎรในหมู่บ้านใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คณะกรรมการหมู่บ้านจึงไม่สามารถนำออกขายให้โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจสภาตำบลเป็นผู้ดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สภาตำบล ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายที่ดิน ม.8 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม.62 พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม.122 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม.23 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ม.68

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า จำเลยออกโฉนดทับที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ทับที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยขายที่ดินพิพาทให้สภาตำบลหย่วน โจทก์ไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทและจำเลยไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกสภาตำบลหย่วนเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗ (๓) (ข) และเรียกสภาตำบลหย่วนว่าผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องสอดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์บุกรุกเข้ามาอยู่ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่พิพาทโฉนดเลขที่ ๓๔๖๐๐ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนผู้ร้องสอด โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิครอบครองหรือไม่ เห็นว่า แม้เงินที่นำมาซื้อที่ดินทั้งแปลงซึ่งรวมที่ดินพิพาทอยู่ด้วยจะไม่ใช่เป็นเงินของทางราชการและขณะนั้นยังไม่มีสภาตำบลหย่วนก็ตาม แต่เงินดังกล่าวก็เป็นเงินที่ชาวบ้านกอมรับจ้างขุดดินตามโครงการที่ทางรัฐบาลจัดสรรเงินจำนวนดังกล่าวมาให้ในรูปค่าจ้างเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านกอมได้ร่วมกันสละเงินค่าจ้างส่วนของตนแล้วได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อให้จัดการซื้อที่ดินแปลงนี้โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ที่ดินที่ซื้อมาเพื่อใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน หลังจากซื้อที่ดินมาก็ได้สร้างเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กับขุดบ่อเลี้ยงปลาทำการประมงของหมู่บ้าน และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นที่ดินพิพาทจะใช้เป็นสถานที่สร้างวัดบ้านกอม เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ในการซื้อที่ดินทั้งแปลงมานั้นก็เพื่อใช้เป็นสาธารณประโยชน์ที่ราษฎรบ้านกอมจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งรูปแบบการจัดซื้อและเจตนาของการจัดซื้อของชาวบ้านกอมดังกล่าว จึงมีผลทำให้ที่ดินทั้งแปลงที่ชาวบ้านกอมซื้อมาตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ฉะนั้นเมื่อที่ดินทั้งแปลงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยผลของกฎหมายแล้ว คณะกรรมการหมู่บ้านกอมจึงไม่มีอำนาจจะขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตน โจทก์จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ในปัญหาต่อไปว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตองค์การบริหารตำบลหย่วน ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ร้องสอดเป็นผู้คุ้มครองดูแลและรักษาทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๖๘ นั้น เห็นว่า ตามมาตรา ๖๘ ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล มิใช่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภาตำบลแต่อย่างใด ทั้งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ บัญญัติว่า บรรดาที่ดินทั้งหลายอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีกรมที่ดินเป็นผู้มีอำนาจดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันได้ตามควรแก่กรณี แต่ในเรื่องที่ดินสาธารณประโยชน์อันเป็นที่ดินที่พลเมืองใช้ร่วมกันได้มีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ บัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอ ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๒ วรรคสาม นายอำเภอจึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดจึงไม่มีอำนาจขอให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องสอดที่ขอให้โจทก์พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5541/2545 นายวิชาธร นาสินสร้อย โจทก์ สภาตำบลหย่วน ผู้ร้องสอด นางศรีเพ็ญ จิตตะมาลา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิชาธร นาสินสร้อย · ผู้ร้องสอด - สภาตำบลหย่วน · จำเลย - นางศรีเพ็ญ จิตตะมาลา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีดี รุ่งวิสัย · อัธยา ดิษยบุตร · สมศักด์ เนตรมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพะเยา - นายเดชา คำสิทธิ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายทวีป ตันสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1768/2548ฎีกา 367/2568ฎีกา 1405/2515ฎีกา 1331/2479ฎีกา 1532/2509ฎีกา 609/2522ฎีกา 3048/2537ฎีกา 1409/2494ฎีกา 948/2501ฎีกา 2775/2541ฎีกา 659/2529ฎีกา 2128/2542ฎีกา 3752/2529ฎีกา 1036/2506ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1259/2496ฎีกา 337/2535ฎีกา 6620/2550ฎีกา 713/2512ฎีกา 1775-1776/2506ฎีกา 2904/2530ฎีกา 3473/2525ฎีกา 3803/2538ฎีกา 2978/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา