⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5554/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2545

ป.อาญา ม.59, 90, 91 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดกฎหมายหลายบทที่มุ่งประสงค์ผลอย่างเดียวกัน ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียว

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากเด็กอายุ 6 ปีเศษ ไปจากบิดามารดาผู้ปกครองเพื่อหากำไรและร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังเด็กไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทคือ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 313 วรรคแรก บทหนึ่ง และตามมาตรา 317 วรรคสาม อีกบทหนึ่ง ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันไม่ ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบด้วย มาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.313 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.313 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๓๑๓ , ๓๑๗ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคหนึ่ง , ๓๑๗ วรรคหนึ่ง วรรคสาม (ที่ถูกมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม) ประกอบมาตรา ๘๓ เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ให้จำคุก ๑๕ ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี เพื่อหากำไร ให้จำคุก ๕ ปี รวมจำคุกคนละ ๒๐ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสืบพยานจำเลย เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กระทงละสองในห้าส่วน คงจำคุกคนละ ๑๒ ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว? สำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๒ ร่วมกันเอาตัวเด็กอายุเพียง ๖ ปีเศษ ไปจากบิดามารดาแล้วเรียกค่าไถ่จากบิดามารดาเด็กเช่นนี้ เป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองเป็นการทรมานจิตใจผู้ที่เป็นบิดามารดา อีกทั้งก่อให้เกิดความหวาดเกรงแก่ประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก กำหนดโทษสำหรับความผิดฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่จำเลยที่ ๒ ถูกฟ้องต่อศาล ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จำเลยที่ ๒ ให้การปฏิเสธ แสดงว่า จำเลยที่ ๒ มิได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดแต่อย่างใด ทั้งหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจำคุก ๑๕ ปี จึงเป็นการลงโทษจำคุกในอัตราขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ อีกทั้งไม่มีเหตุที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ประกอบกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ลดโทษในความผิดฐานนี้ให้สองในห้าส่วนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานนี้เพียง ๙ ปี จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ มากแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดทั้งสองข้อหาดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปจากบิดามารดาผู้ปกครองและหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ โดยจำเลยทั้งสองมุ่งประสงค์เรียกค่าไถ่เป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ แม้จำเลยที่ ๒ จะไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ และมีอำนาจวินิจฉัยตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ซึ่งไม่ได้ฎีกาขึ้นมาด้วย เนื่องจากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่เอาตัวเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๕ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้สองในห้าส่วน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกคนละ ๙ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5554/2545 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายวรพันธ์หรือบอย ทองเพชร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายวรพันธ์หรือบอย ทองเพชร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วรนาถ ภูมิถาวร · ปัญญา ถนอมรอด · สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสมเกียรติ เมาลานนท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 960/2559ฎีกา 893/2563ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา