⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5688/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5688/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ และสัญญาเช่าซื้อจะมีผลใช้บังคับได้แม้จะมีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าหลังการทำสัญญา หากไม่มีการโต้แย้งความถูกต้องของตราสารนั้นในชั้นพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อเครื่องจักรพิพาทโดยให้โจทก์ออกเงินลงทุนให้เพื่อชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักรดังกล่าวกับโจทก์ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนไปจากโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ชำระเงินค่าเครื่องจักรให้แก่ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ อันเป็นผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อไปก่อนหน้านั้นแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงมีผลใช้บังคับได้ หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่าตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้นไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้ว และทั้งเมื่อโจทก์อ้างส่งต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวต่อศาลก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งถึงความถูกต้องของต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อนั้น จึงรับฟังต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนโจทก์หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,500,000 บาท หากคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแล้วทรัพย์อยู่ในสภาพชำรุด โจทก์ขายได้เงินไม่ครบ จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันชดใช้ในส่วนที่ขาดจนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,083,325 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะได้รับมอบทรัพย์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 250,832.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ของเงินค่าเสียหายทั้งหมด นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน1,750,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ เป็นเงิน500,000 บาท และใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน10 เดือน เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 700,000 บาท และใช้ค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 70,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบเครื่องจักรที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นโมฆะเนื่องจากโจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ เห็นว่า ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อเครื่องจักรพิพาทโดยให้โจทก์ออกเงินลงทุนให้เพื่อชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักรดังกล่าวกับโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.4 ในวันเดียวกับที่จำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนไปจากโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ชำระเงินค่าเครื่องจักรให้แก่ผู้ขายซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ อันเป็นผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อไปก่อนหน้านั้นแล้ว สัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ หาได้ตกเป็นโมฆะดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาไม่ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาคัดค้านการนำสืบสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4โดยอ้างเหตุสำเนาสัญญาเช่าซื้อที่โจทก์แนบท้ายคำฟ้องไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับเพราะมิได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนนั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่าตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีดฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้ว และทั้งเมื่อโจทก์อ้างส่งต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวต่อศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งถึงความไม่ถูกต้องของต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อนั้น จึงรับฟังต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5688/2545 บริษัท บางกอก ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัท สาธรเวอร์ค จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท บางกอก ลิสซิ่ง จำกัด · จำเลย - บริษัท สาธรเวอร์ค จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุภิญโญ ชยารักษ์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 392/2535ฎีกา 664/2523ฎีกา 2524-2525/2543ฎีกา 2767/2523ฎีกา 3796/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1090/2530ฎีกา 1411/2513ฎีกา 2763/2551ฎีกา 58/2530ฎีกา 6938/2539ฎีกา 353/2535ฎีกา 2721/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1561/2520ฎีกา 2903/2536ฎีกา 2423/2550ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 3295/2533ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2049/2528ฎีกา 991/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ