⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5992/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความตกลงท้าให้ถือเอาผลการรังวัดสอบเขตที่ดินเป็นข้อชี้ขาดปัญหาแล้ว ผลการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการอย่างถูกต้องย่อมผูกพันคู่ความตามที่ตกลงกันไว้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยตกลงท้ากันให้ถือเอาผลการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทตามหลักวิชาการเป็นข้อชี้ขาดปัญหา เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยถูกต้องด้วยการส่องกล้องและให้ความเห็นว่า "อาคารพิพาทของจำเลยทั้งสองน่าจะอยู่ในที่ดินของโจทก์" ถือได้ว่าผลของการรังวัดสอบเขตสมความประสงค์ของคู่ความและตรงตามคำท้าของโจทก์และจำเลยที่ตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 การที่เจ้าพนักงานที่ดินให้ความเห็นว่า "น่าจะ" นั้นเป็นเพราะความเห็นที่ให้นั้นเกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะกำลังทำการรังวัด หาใช่เป็นการไม่ยืนยันมั่นคงแต่อย่างใดไม่ จำเลยจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสองพร้อมด้วยบริวารรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 5650 และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป กับค่าเสียหายอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงท้ากันว่า หากเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดทำแผนที่พิพาทตามที่คู่ความนำชี้แล้ว ปรากฏว่าอาคารพิพาทปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์จำเลยทั้งสองยอมแพ้ แต่ถ้าหากอาคารพิพาทไม่ได้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ยอมแพ้ ต่อมาคู่ความแถลงว่าการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยการนำชี้นั้น ไม่อาจหาข้อยุติได้จึงแถลงร่วมกันว่าขอให้รังวัดทำแผนที่พิพาทใหม่ โดยให้รังวัดเนื้อที่ตามโฉนดที่ดินของโจทก์เปรียบเทียบกับแผนที่กลาง แต่เมื่อจัดทำแผนที่พิพาทแล้วเสร็จ จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับรองรูปแผนที่พิพาท ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทแล้วได้ความว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้จัดทำแผนที่พิพาทโดยการรังวัดด้วยการส่องกล้องตามหลักวิชาการแล้วมีความเห็นว่าอาคารพิพาทน่าจะอยู่ในที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนอาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 5650 ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว (อำเภอเมืองเชียงราย) จังหวัดเชียงราย ของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินไปรังวัดทำแผนที่พิพาท โดยรังวัดตามเนื้อที่โฉนดของโจทก์ให้ปรากฏแนวเขตที่ดินตามหมุดในโฉนดที่ดินของโจทก์ และหากไม่พบหมุดตามแนวเขตที่ดินก็ให้ทำการรังวัดตามหลักวิชาการ หากผลการทำรังวัดปรากฏว่า อาคารพิพาทของจำเลยทั้งสองปลูกอยู่ในที่ดินของโจทก์ จำเลยทั้งสองยอมแพ้ หากปลูกอยู่นอกเขตที่ดินของโจทก์โจทก์ยอมแพ้ ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำการรังวัดทำแผนที่พิพาทด้วยวิธีการส่องกล้องถูกต้องตามหลักวิชาการแล้วมีความเห็นว่าอาคารพิพาทน่าจะอยู่ในที่พิพาทของโจทก์ ดังนี้ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองตรงตามคำท้าที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันให้ถือเอาผลการรังวัดสอบเขตที่ดินพิพาทตามหลักวิชาการเป็นข้อชี้ขาด ปัญหาเป็นเด็ดขาดเช่นนี้แล้วเจ้าพนักงานที่ดินก็ได้ดำเนินการรังวัดทำแผนที่พิพาทโดยถูกต้องตามหลักวิชาการด้วยการส่องกล้องและได้ให้ความเห็นว่า "อาคารพิพาทของจำเลยทั้งสองน่าจะอยู่ในที่ดินของโจทก์" ถือได้ว่าผลของการรังวัดสอบเขตสมความประสงค์ของคู่ความและตรงตามคำท้าของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่ตกลงกันแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 การที่เจ้าพนักงานที่ดินให้ความเห็นว่า "น่าจะ" นั้นเป็นเพราะความเห็นที่ให้นั้นเกิดจากข้อเท็จจริงที่พบเห็นจากพยานหลักฐานในขณะกำลังทำการรังวัดเท่านั้น หาใช่เป็นการไม่ยืนยันมั่นคงแต่อย่างใดไม่ จำเลยทั้งสองจึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดีตามคำท้า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5992/2545 นาง บุญอำนวย รัตนธาดา โจทก์ นาย ชุ่ม ดวงสวัสดิ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง บุญอำนวย รัตนธาดา · จำเลย - นาย ชุ่ม ดวงสวัสดิ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิบูลย์ มีอาสา · ศุภชัย ภู่งาม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1287/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 3191/2547ฎีกา 946/2509ฎีกา 766/2543ฎีกา 7168/2542ฎีกา 1333/2530ฎีกา 1733/2492ฎีกา 1591/2495ฎีกา 712/2496ฎีกา 5393/2540ฎีกา 742/2490ฎีกา 8309/2543ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1451/2521ฎีกา 82/2512ฎีกา 7907/2551ฎีกา 1275/2482ฎีกา 3053/2527ฎีกา 506/2530ฎีกา 7339/2540ฎีกา 57/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ