⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1341/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การงดการบังคับคดีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดไว้เท่านั้น โดยไม่อาจอ้างเหตุอื่น เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ หรือกฎหมายสารบัญญัติ มาเป็นเหตุขอให้งดการบังคับคดีได้.

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่จะงดการบังคับคดีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 292 และ 293 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่หรือได้ยื่นฟ้องเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด แต่ตามคำร้องของจำเลยหาได้อ้างเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ กลับอ้างวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นนอกประเทศไทยและในประเทศไทยเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้มาของดการบังคับคดี โดยอ้างว่าได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150,205 และ 219 อันเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติซึ่งไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว ปัญหาที่ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถึงมาตรา 305(ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 3,4,6,30 และ 48 จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ทั้งมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 271 ถึงมาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้และไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.292 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.293 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.3 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.4 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.30 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.48 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม.264

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 600,496.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน464,522.68 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยขอผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนทุกวันที่ 10 ของแต่ละเดือน งวดแรกชำระวันที่ 10 กรกฎาคม 2542 จำนวน 6,400 บาท งวดต่อไปชำระไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,900 บาท จนกว่าจะครบถ้าจำเลยผิดนัดชำระงวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 37 ตำบลป่าตาหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วน แต่จำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยจำนองเป็นประกันหนี้ออกขายทอดตลาด คดีอยู่ระหว่างประกาศขายทอดตลาด จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 อ้างเหตุว่าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150, 205 และ 219 ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติ ส่วนการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ แต่กฎหมายสารบัญญัติเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากกว่ากฎหมายวิธีสบัญญัติ เมื่อกฎหมายวิธีสบัญญัติขัดแย้งกับกฎหมายสารบัญญัติและจำเลยยกกฎหมายสารบัญญัติขึ้นคัดค้านคำสั่งศาลที่สั่งตามกฎหมายวิธีสบัญญัติ ศาลจึงไม่สามารถบังคับคดีต่อไปได้เพราะจำเลยได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 219 จำเลยจึงยังไม่ต้องชำระหนี้จนกว่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2539 อันเป็นเหตุให้การชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะสิ้นสุดลง ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ไม่มีบทบัญญัติใดห้ามมิให้จำเลยคัดค้านคำสั่งศาลโดยอ้างเหตุคำสั่งศาลในการบังคับคดีที่สั่งตามกฎหมายวิธีสบัญญัติขัดต่อกฎหมายสารบัญญัติตามที่จำเลยยกขึ้นอ้าง ศาลจึงต้องงดการบังคับคดีนั้น เห็นว่า กรณีที่จะงดการบังคับคดีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 292 และ 293 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยมาตรา 292 เป็นบทบัญญัติที่วางหลักเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องงดการบังคับคดีไว้เมื่อมีเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้เกิดขึ้น สำหรับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาคือกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีโดยแจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบแล้ว ส่วนมาตรา 293 เป็นบทบัญญัติที่ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำขอเป็นคำร้องขอให้ศาลงดการบังคับคดีไว้ได้โดยเหตุที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ยื่นฟ้องเป็นคดีเรื่องอื่นในศาลเดียวกันนั้นซึ่งศาลยังมิได้วินิจฉัยชี้ขาด และถ้าหากลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นฝ่ายชนะจะไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาโดยวิธีอื่นเพราะสามารถหักกลบลบหนี้กันได้ ถ้าศาลเห็นว่าข้ออ้างของลูกหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุฟังได้ และถ้างดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอาจมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขตามที่เห็นสมควร แต่ตามคำร้องของจำเลยหาได้อ้างเหตุตามบทบัญญัติดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลงดการบังคับคดีไม่ กลับอ้างวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นนอกประเทศไทยและในประเทศไทยเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้มาของดการบังคับคดีโดยอ้างว่าได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150,205 และ 219 อันเป็นกฎหมายในส่วนสารบัญญัติซึ่งไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการงดการบังคับคดีแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถึงมาตรา 305 (ว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 3, 4, 6, 30 และ 48 ด้วย นั้น เห็นว่า จำเลยเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ทั้งมิได้กล่าวโดยชัดแจ้งว่าบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ถึงมาตรา 305 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ และไม่จำต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2546 ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ โจทก์ นาย พชร หรือพลตำรวจสำรอง พชร ทิพย์พันธุ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ · จำเลย - นาย พชร หรือพลตำรวจสำรอง พชร ทิพย์พันธุ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพัฒน์ บุญยุบล · สายันต์ สุรสมภพ · บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 394/2550ฎีกา 7919/2553ฎีกา 354/2479ฎีกา 367/2568ฎีกา 7122/2545ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1646/2546ฎีกา 3136/2524ฎีกา 324/2503ฎีกา 10839/2558ฎีกา 1948/2523ฎีกา 8988/2550ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1897/2512ฎีกา 3604/2533ฎีกา 1088/2533ฎีกา 39/2524ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 8543/2544ฎีกา 15617/2558ฎีกา 312/2534ฎีกา 1028/2564
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ