⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1904/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งข้อหาโดยพนักงานสอบสวนหลังจากเกิดเหตุไปนาน โดยไม่มีการสอบปากคำผู้เสียหายหรือตรวจยึดของกลางที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความสงสัยในข้อเท็จจริงที่ถูกกล่าวหา และต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย.

ย่อคำพิพากษา

ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้เสียหายไม่ได้กล่าวหาและเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ตั้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อหานี้หลังจากเกิดเหตุแล้วหลายเดือน แต่ไม่ได้สอบปากคำผู้เสียหายหรือตรวจยึดได้อาวุธปืนของกลางแต่อย่างใดคงมีเพียงกระสุนปืนที่ผู้เสียหายนำมามอบให้หลังเกิดเหตุแล้วหลายวัน ซึ่งตามบัญชีของกลางกลับระบุว่ากระสุนปืนดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำมามอบให้ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุอันแตกต่างจากที่ผู้เสียหายเบิกความไว้ ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสองมีและพาอาวุธปืนมายังที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ที่ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และเมื่อเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 นำบันไดเหล็กแบบพับขาไปกางตั้งวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูออกมา จำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหายและกระทำอนาจารปลุกปล้ำผู้เสียหายที่บริเวณสนามหญ้าข้างหน้าบ้านพักผู้เสียหาย แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม แต่ก็เห็นได้ว่าบริเวณดังกล่าวอยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายอันเป็นการกระทำต่อเนื่องไม่ขาดตอนกัน จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.1 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.278 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ มีอาวุธปืนพกไม่มีเครื่องหมายทะเบียน และกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 20 จำนวน 1 นัด โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยเปิดเผย โดยไม่มีเหตุอันสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในบ้านพักอันเป็นเคหสถาน ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของนางสาว ก. ผู้เสียหาย แล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำกดผู้เสียหายให้นอนลง แล้วนอนทับกอดจูบและลูบคลำร่างกาย โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสองและยึดกระสุนปืนลูกซองดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 278, 362, 364, 365, 371 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278, 362 ประกอบด้วยมาตรา 365(3), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจาร จำคุก 2 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 6 เดือน สำหรับความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและฐานกระทำอนาจาร คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและข้อนำสืบในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวให้กึ่งหนึ่งฐานกระทำอนาจาร คงจำคุก 1 ปี ฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน คงจำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิวรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยที่ 2 อายุ 14 ปีเศษ ไม่สมควรพิพากษาลงโทษ ได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 74(1)ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ในความผิดฐานกระทำอนาจารจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 4 เดือนสำหรับความผิดฐานกระทำอนาจาร ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กำหนด 16 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาบุกรุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสองเข้าไปในบริเวณโรงเรียนคลองตาหมื่น ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมดื่มสุราและรับประทานอาหารกับนายวิเชียร อุ่นชัย ที่บ้านพักครูในบริเวณโรงเรียนดังกล่าวใกล้กับบ้านพักนางสาว ก. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นครูอยู่ในโรงเรียนเดียวกันกับนายวิเชียร จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แยกตัวไปที่บ้านพักของผู้เสียหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 เดินมาที่บ้านพักของผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ได้ปีนบันไดเหล็กพับขาขึ้นมาเรียกผู้เสียหายที่หน้าต่างบ้านพัก ผู้เสียหายบอกให้จำเลยที่ 1 ลงมาข้างล่าง แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงมาผู้เสียหายรู้สึกกลัวจึงลงมาเปิดประตูบ้านแล้วเดินออกมาตรงหน้าประตูบ้านพร้อมกับสอบถามจำเลยที่ 1 ว่า เหตุใดจึงมาปีนบ้านผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 บอกว่านายวิเชียรท้าว่าจำเลยที่ 1 ไม่กล้าปีนบ้านผู้เสียหาย ผู้เสียหายบอกจำเลยที่ 1 ว่า หากตนมีอาวุธปืนจะยิงจำเลยที่ 1 ที่มาปีนบ้านตนจำเลยที่ 1 ก็บอกว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนและเรียกจำเลยที่ 2 นำอาวุธปืนมาให้ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ไปนำอาวุธปืนมามอบให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ถอดกระสุนปืน 1 นัดออกจากลำกล้องส่งให้ผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้ามากอดผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายขัดขืนจำเลยที่ 1 จึงอุ้มพาไปกอดจูบปลุกปล้ำที่สนามวอลเลย์บอลภายในโรงเรียนเห็นว่า ในข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น โจทก์มีผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียว โดยที่คำเบิกความของผู้เสียหายกับจำเลยทั้งสองยันกันอยู่ จึงต้องอาศัยพยานแวดล้อมมาฟังประกอบคำเบิกความของผู้เสียหาย ซึ่งจากคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจพิทยา พลอยแหวน ผู้จับกุมจำเลยที่ 1 และพันตำรวจโทโกมล มหิตพงษ์ พนักงานสอบสวนพยานโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2537ผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกจำเลยที่ 1 บุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและกระทำอนาจาร พันตำรวจโทโกมลจึงให้จ่าสิบตำรวจพิทยาไปเชิญตัวจำเลยที่ 1 มาที่สถานีตำรวจโดยพันตำรวจโทโกมลแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปีโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตามบันทึกการจับหรือค้นเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย ป.จ.5 (ศาลจังหวัดหลังสวน) จะเห็นได้ว่าในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้เสียหายไม่ได้กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ตั้งข้อหาดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสอง โดยพนักงานสอบสวนเพิ่งมาแจ้งข้อหานี้เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2538 หลังจากเกิดเหตุแล้วหลายเดือน อีกทั้งไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายหรือตรวจยึดได้อาวุธปืนของกลางแต่อย่างใดคงมีเพียงกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 20 ที่ผู้เสียหายนำมามอบให้พนักงานสอบสวนหลังจากเกิดเหตุแล้วหลายวัน ซึ่งตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลจังหวัดชลบุรี)กลับระบุว่า กระสุนปืนของกลางดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้นำมามอบให้ผู้เสียหายในวันเกิดเหตุซึ่งแตกต่างไปจากที่ผู้เสียหายเบิกความไว้ ทำให้น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งสองมีและพาอาวุธปืนมายังที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อน่าสงสัยเช่นนี้ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อศาลฎีกายกฟ้องในการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213ประกอบด้วยมาตรา 225 ปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจารหรือไม่ ฟังว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้าย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนหรือไม่นั้น เห็นว่า คำว่า "เคหสถาน" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(4) บัญญัติความหมายของคำว่าเคหสถานไว้ว่า"...ให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม"เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นำบันไดเหล็กแบบพับขาไปกางตั้งวางริมหน้าต่างชั้นบนบ้านผู้เสียหายและปีนไปเรียกผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายเปิดประตูบ้านออกมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กอดอุ้มผู้เสียหายและกระทำอนาจารกอดจูบปลุกปล้ำผู้เสียหายที่บริเวณสนามหญ้าข้างหน้าบ้านพักผู้เสียหายตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดหลังสวน)แม้สนามหญ้าดังกล่าวกับบ้านพักไม่มีรั้วล้อมรอบ และไม่มีเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นแนวเขตของบ้านพักก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นสนามหญ้านั้นอยู่ข้างหน้าบ้านพักซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายในเวลากลางคืนอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข และกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกฟ้องโจทก์ข้อหานี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่การที่จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายแล้วกระทำอนาจารผู้เสียหายเป็นการกระทำต่อเนื่องกันยังไม่ขาดตอน เจตนาของจำเลยที่ 1 ก็เพื่อกระทำอนาจารเท่านั้น จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทมิใช่ความผิดหลายกรรมต่างกัน" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278มาตรา 365(1)(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 278 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 1 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2546 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี โจทก์ นาย ชลิต สุขนิล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกบินทร์บุรี · จำเลย - นาย ชลิต สุขนิล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สดศรี สัตยธรรม · วิรัช ลิ้มวิชัย · มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 185/2535ฎีกา 824/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 664/2520ฎีกา 6355/2544ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 1666/2521ฎีกา 831/2541ฎีกา 2813/2566ฎีกา 2718/2538ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 831/2532ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ