⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 203/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับเช็คไว้ชำระหนี้ ถือเป็นการระงับหนี้เดิมต่อเมื่อได้ใช้เงินตามเช็คแล้วเท่านั้น และการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ แม้จะสูญหายไป ก็ยังสามารถนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์คืนสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลย โดยจำเลยนำสัญญาดังกล่าวไปฉีกทำลายแล้วนั้น แสดงว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับเช็คพิพาทอันเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่ประการใด จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และหนี้เดิมจะระงับก็ต่อเมื่อจำเลยได้ใช้เงินตามเช็คแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคท้าย การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 นั้น หมายถึงการกู้ยืมเงินที่ไม่เคยมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งเลย แต่เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วเกิดสูญหาย ผู้ให้กู้ย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) เมื่อปรากฏว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นหลักฐานให้แก่โจทก์แล้ว และออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้สัญญากู้ยืมเงินจะถูกฉีกทำลายภายหลังออกเช็คก็หาทำให้ไม่เป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)สาขาบางขุนนนท์ ลงวันที่ 16 พฤษภาคม 2542 จำนวนเงิน 1,517,000 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแต่เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม2542 แสดงว่าจำเลยออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1)(3) ลงโทษจำคุก 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2541 จำเลยได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้ให้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมายจ.7 ต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.4 ให้แก่โจทก์ และจำเลยได้ฉีกทำลายสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.7 ไปแล้ว แต่โจทก์ได้นำสัญญากู้ยืมเงินที่ฉีกทำลายนั้นมาปะติดปะต่อภายหลัง ต่อมาเมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปฝากเข้าบัญชีนายอภิชาต อริยะวิริยานนท์ เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่าย ตามใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.8 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยตกลงสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โดยเปลี่ยนเอาสัญญากู้ยืมเงินมาฉีกทำลายถือว่าได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ อันเป็นผลให้หนี้นั้นระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 349 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์และโจทก์ได้คืนสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.7 ให้แก่จำเลยไป จำเลยได้นำสัญญากู้ยืมเงินฉบับดังกล่าวไปฉีกทำลายแสดงว่าโจทก์ยอมรับเช็คพิพาทซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเป็นการที่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำระหนี้ด้วยเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นกรณีที่คู่สัญญาได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้แต่ประการใด จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 วรรคหนึ่ง และหนี้เดิมจะระงับต่อเมื่อจำเลยได้ใช้เงินตามเช็คแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 321 วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินที่จำเลยรับคืนมาจากโจทก์และนำมาฉีกทำลายถือว่าไม่เป็นเอกสารแล้ว แม้ต่อมาโจทก์นำสัญญาดังกล่าวมาแสดงต่อศาล ก็ถือไม่ได้ว่ามีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสืออีกต่อไป ไม่อาจฟ้องบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 จึงเป็นหนี้ที่ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายนั้น เห็นว่าตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 นั้น หมายถึงการกู้ยืมเงินที่ไม่เคยมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งเลย เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วหากหลักฐานนั้นสูญหาย ผู้ให้กู้ย่อมนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 วรรคหนึ่ง สำหรับคดีอาญา หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) สำหรับคดีแพ่ง แล้วแต่กรณีซึ่งคดีนี้จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินอันเป็นหลักฐานไว้ให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยออกเช็คชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แม้จะฉีกทำลายสัญญากู้ยืมเงินภายหลังที่ออกเช็ค ก็หาทำให้ไม่เป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมายไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบานั้น แม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตามแต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเมื่อพฤติการณ์ที่ปรากฏในคดี โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ได้ เมื่อพิจารณาถึงมูลหนี้ที่จำเลยก่อขึ้นมาเพื่อลงทุนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ และโทษที่ลงแก่จำเลยเพียงระยะสั้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีกับจำเลยหลังจากที่พ้นโทษมาประกอบกับจำเลยป่วยเป็นมะเร็งในโพรงจมูกเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป จึงเห็นควรลงโทษในสถานเบาและไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย และเพื่อให้จำเลยได้รู้สำนึกในผลแห่งการกระทำของตนให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง และให้คุมความประพฤติจำเลยไว้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน ปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๆ 3 เดือน เป็นเวลา1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2546 นางสาวสุภาภร ตรงศิริวิบูลย์ โจทก์ นายสมศักดิ์ ตันติศรีสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวสุภาภร ตรงศิริวิบูลย์ · จำเลย - นายสมศักดิ์ ตันติศรีสุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล จันทร์สว่าง · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ · สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 6631/2568ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 2732/2534ฎีกา 272/2490ฎีกา 8080/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 254/2520ฎีกา 1490/2538ฎีกา 2423/2550ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 9649/2555ฎีกา 6230/2544ฎีกา 1084/2539ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2657/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ