⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3534/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2546

ป.พ.พ. ม.361, 377, 378 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.172

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่ชำระภายหลังวันทำสัญญา ไม่ถือเป็นมัดจำหรือหลักประกันตามกฎหมาย หากมีการบอกเลิกสัญญา สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานั้น มีอายุความ 10 ปี

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทำคำเสนอทางโทรสารขอจองห้องพักระหว่างวันที่ 6 ถึง 12 มกราคม 2535 ไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทำคำสนองทางโทรสารตอบรับการจองห้องพักไปถึงโจทก์ในวันเดียวกัน สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2534 โจทก์โอนเงินค่าเช่าห้องพักงวดแรกตามสัญญาให้จำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 และโอนเงินงวดที่ 2 ให้จำเลยในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 378 (2) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจองห้องพักเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคแรก สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี เรื่องลาภมิควรได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 419 มาใช้บังคับไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.361 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.377 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.406 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.419 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.361 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.377 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน ๑,๐๔๔,๓๗๗.๖ ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย ๘,๓๕๔,๗๐๐.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๗๕๙,๕๑๘.๒๖ ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย ๖,๐๗๖,๑๔๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เงินที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยเป็นเงินมัดจำมิใช่เงินชำระค่าจองห้องพัก จำเลยจัดเตรียมห้องพักและอาหารให้แก่ลูกค้าโจทก์เรียบร้อยแล้ว และการขายห้องพักให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องติดต่อล่วงหน้า ๖ เดือน ถึง ๑ ปี การบอกเลิกการจองห้องพักของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะจำเลยไม่อาจติดต่อนักท่องเที่ยวเข้าพักแทนได้ทัน จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ให้บอกเลิกการเข้าพักล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยครอบครองเงินดังกล่าวเพื่อตนเองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า ๕ ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๘๘๕,๔๓๓.๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทำคำเสนอขอจองห้องพักไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ โดยมีข้อเสนอจะชำระเงินให้แก่จำเลยในวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เป็นเงินร้อยละ ๒๕ ของราคาทั้งหมดและจะชำระอีกในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๔ เป็นเงินร้อยละ ๔๕ ของยอดที่เหลือ ส่วนที่เหลือจะชำระให้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพักตามโทรสารเอกสารหมาย จ. ๖ ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ จำเลยทำคำสนองตอบรับการจองห้องพักและเงื่อนไขการแบ่งชำระค่าห้องพักจากโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๕ สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๓๔ ไม่ใช่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้จำเลย ส่วนวันที่ ๖ ถึงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๓๕ เป็นระยะเวลาเข้าพักในห้องพักที่จองไว้ แต่ในวันที่สัญญาเกิดซึ่งถือว่าเป็นวันที่ทำสัญญาโจทก์ไม่ได้ชำระเงินหรือสิ่งใดแก่จำเลยไว้ จนกระทั่งในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ จำเลยจึงทวงเงินค่าห้องพักงวดแรกตามโทรสารเอกสารหมาย จ. ๒๑ โจทก์เพิ่งจะโอนเงินงวดแรกให้จำเลยเป็นเงิน ๒๘๘,๗๖๘.๒๖ ฟรังก์ฝรั่งเศส ในวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ และโอนเงินในงวดที่สองให้จำเลยเป็นเงิน ๔๘๘,๒๕๐ ฟรังก์ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ ส่วนที่เหลือจะชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพัก ดังนั้น เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๒) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๗ หากแต่เป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคแรก จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ๓,๐๐๐ บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2546 บริษัทพาลเท็ล เอลลูเออร์ จำกัด โจทก์ บริษัทโรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทพาลเท็ล เอลลูเออร์ จำกัด · จำเลย - บริษัทโรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พลรัตน์ ประทุมทาน · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · เรวัตร อิศราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายธนาพนธ์ ชวรุ่ง · ศาลอุทธรณ์ - นายอิสสระ นิ่มละมัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 272/2490ฎีกา 4590/2553ฎีกา 4415/2528ฎีกา 6105/2531ฎีกา 4873/2528ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 4470/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 1687/2497ฎีกา 6663/2538ฎีกา 1510/2520ฎีกา 1348/2508ฎีกา 3827/2542ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537ฎีกา 6565/2544ฎีกา 1065/2513ฎีกา 905/2508
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา