⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3856/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้ผู้ร่วมกระทำผิดนั่งซ้อนท้ายไปด้วย และจอดรถให้ผู้ร่วมกระทำผิดลงจากรถไปกระทำความผิด และจำเลยมิได้ห้ามปราม ถือว่าจำเลยร่วมกระทำการข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ แม้ผู้ถูกข่มขืนใจไม่ยอมกระทำการตามที่ถูกบังคับ ก็มีความผิดเพียงขั้นพยายาม.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ บ. นั่งซ้อนท้ายตามรถจักรยานยนต์ที่พ. ขับ และผู้เสียหายทั้งสองนั่งซ้อนท้ายไป เมื่อ พ. หยุดรถ บ. เป็นผู้เข้าไปข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองกับ พ. แต่จำเลยไม่ได้ร่วมข่มขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองแต่ประการใดผู้เสียหายทั้งสองสมัครใจยินยอมให้ พ. ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านขณะที่จำเลยขับรถตามไปทัน ผู้เสียหายที่ 1 บอก พ. ไม่ต้องหยุดรถ พ. ก็ไม่หยุด บ. บอกให้ พ. ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวา พ. ไม่ยอมทำตามจน บ. ต้องใช้อาวุธปืนขู่แม้ บ. กับ พ. ร่วมมือกัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำอนาจารหรือลวนลามทางเพศต่อผู้เสียหายทั้งสอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม แต่การที่จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้ บ. นั่งซ้อนท้ายไปด้วยกัน และจำเลยจอดรถจักรยานยนต์ให้ บ. ลงจากรถไปและใช้อาวุธปืนขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองให้ลงจากรถจักรยานยนต์โดยจำเลยมิได้ห้ามปราม จึงถือได้ว่าจำเลยร่วมกระทำการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหายอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพโดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง แต่เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมลงจากรถจักรยานยนต์ตามที่ บ. ข่มขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดเพียงขั้นพยายาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.284 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 284,309, 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284วรรคแรก, 309 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 318วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก3 ปี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 1 ปี6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายไพโรจน์ สุทธิ เป็นคนขับเพื่อจะกลับบ้าน จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีนายทวีหรือเบิร์ดหรือเนือน หนูสงค์ นั่งซ้อนท้ายตามไป จำเลยบีบแตรให้สัญญาณ 1 ครั้ง นายไพโรจน์หยุดรถ นายเบิร์ดเข้าไปใช้อาวุธปืนบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองลงจากรถ แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมลง นายเบิร์ดจึงขู่บังคับให้นายไพโรจน์ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวาเข้าไปในป่าสวนยาง ผู้เสียหายทั้งสองกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์วิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าและกลับบ้านในตอนเกือบรุ่งสาง ตอนเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารและฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรกและมาตรา 318 วรรคแรกนั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่นายเบิร์ดนั่งซ้อนท้ายตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองนั่งไป เมื่อนายไพโรจน์หยุดรถนายเบิร์ดเป็นผู้เข้าไปข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองกับนายไพโรจน์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมข่มขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองแต่ประการใด นอกจากนั้นผู้เสียหายทั้งสองเบิกความรับว่ารู้จักจำเลยมาก่อน อีกทั้งรายละเอียดในชั้นสอบสวน ผู้เสียหายทั้งสองได้ยินจำเลยพูดว่า "ขอหยุดรถปัสสาวะก่อน" ซึ่งตรงกับคำเบิกความของจำเลยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงสาเหตุที่ไปแจ้งความเนื่องจากเชื่อว่าคนทั้งสามร่วมกันจะพาผู้เสียหายทั้งสองไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ปรากฏถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และเป็นการคาดคะเนของผู้เสียหายทั้งสองเองซึ่งอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ผู้เสียหายทั้งสองสมัครใจยินยอมให้นายไพโรจน์ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านขณะที่จำเลยขับรถตามไปทัน ผู้เสียหายที่ 1บอกนายไพโรจน์ไม่ต้องหยุดรถ นายไพโรจน์ก็ไม่หยุด นายเบิร์ดบอกให้นายไพโรจน์ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวา นายไพโรจน์ก็ไม่ยอมทำตามจนนายเบิร์ดต้องใช้อาวุธปืนขู่แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลย นายเบิร์ดกับนายไพโรจน์ร่วมมือกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำอนาจารหรือลวนลามทางเพศต่อผู้เสียหายทั้งสองแต่ประการใด พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม แต่การที่จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้นายเบิร์ดนั่งซ้อนท้ายไปด้วยกัน และจำเลยจอดรถจักรยานยนต์ให้นายเบิร์ดลงจากรถไปและใช้อาวุธปืนขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองให้ลงจากรถจักรยานยนต์โดยจำเลยมิได้ห้ามปรามจึงถือได้ว่า จำเลยร่วมกระทำการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพ โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง แต่เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมลงจากรถจักรยานยนต์ตามที่นายเบิร์ดข่มขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดเพียงขั้นพยายามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2546 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง โจทก์ นาย สมนึกหรือไข่ แก้วศรีอ่อน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง · จำเลย - นาย สมนึกหรือไข่ แก้วศรีอ่อน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุมิตร สุภาดุลย์ · จำรูญ แสนภักดี · สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 185/2535ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 824/2535ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 1268/2515ฎีกา 213/2554ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1148/2534ฎีกา 119/2517ฎีกา 3578/2531ฎีกา 2963/2535ฎีกา 831/2541ฎีกา 3237/2543ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 2234/2535ฎีกา 1165/2537ฎีกา 435/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ