⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3863/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลและฐานดำเนินการสถานพยาบาล เป็นความผิดคนละกรรมต่างกัน แม้จะมีบทลงโทษตามมาตราเดียวกันก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลและความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาล จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน แต่กฎหมายได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีทั้งสองแยกจากกัน ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง หลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ซึ่งหากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม.4 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม.16 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม.24 พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม.57

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ , ๑๖ , ๒๔ , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาล จำคุก ๒ เดือน และฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก ๒ เดือน รวมจำคุก ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยกระทำเป็นปกติธุระ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล และจำเลยประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยทำการตรวจโรค บำบัดโรคและทำการฉีดยารักษาโรคเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการพยาบาลนั้น เป็นการยากแก่ทางราชการที่จะทำการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานพยาบาลของจำเลย และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้ที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาลดังกล่าวได้ ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยทราบแล้วไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๕๓๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้พิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด ๓ ปี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบ และไม่ใส่ใจในโอกาสที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกครั้ง และโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นก็นับว่าสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น ไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีดังกล่าวไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา ๕๗ ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๕๗ กระทงหนึ่ง และมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา โจทก์ ว่าที่ร้อยตรีวันชาติ ศรีโคกกรวด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา · จำเลย - ว่าที่ร้อยตรีวันชาติ ศรีโคกกรวด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาญชัย ลิขิตจิตถะ · วสันต์ ตรีสุวรรณ · สมบัติ อรรถพิมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงนครราชสีมา - นายประสาร กีรานนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567ฎีกา 1567/2535ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7958/2555ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2047/2533ฎีกา 6847/2567ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 9797/2555
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา