คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2546
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคำขอท้ายฟ้องไม่ชัดเจน ศาลจะตีความให้เป็นคุณแก่จำเลย และหากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้
ย่อคำพิพากษา
คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ระบุเพียงว่า ขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมาย ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 หรือให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จึงเพิ่มโทษได้เพียงหนึ่งในสาม อันเป็นการตีความให้เป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๙๑ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๐๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้
จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่ขอให้เพิ่มโทษว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้น ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๓๓๓/๒๕๔๑ ให้จำคุก ๖ เดือน ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะกระทำความผิด จำเลยอายุเกินกว่า ๑๗ ปี ภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้อีก ซึ่งเป็นกรณีที่อาจเพิ่มโทษได้กึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๗ หรือเพิ่มโทษได้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์คงระบุเพียงว่า ขอให้เพิ่มโทษตามกฎหมาย ไม่แน่ชัดว่าประสงค์ให้เพิ่มโทษตามบทกฎหมายใด จึงต้องตีความให้เป็นคุณแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ เป็นจำคุก ๑๓ ปี ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๑๐๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก ๗ ปี ๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6958/2546
พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์
นายสุกฤษฎ์ ปรีดานนท์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ · จำเลย - นายสุกฤษฎ์ ปรีดานนท์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · สำรวจ อุดมทวี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายมนัส ซอศรีสาคร · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัชวาล บุนนาค |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา