⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1024/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2547

ป.อาญา ม.59, 80, 83 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ร่วมกันจุดประทัดโยนขว้างใส่ผู้อื่น โดยเล็งเห็นว่าประทัดอาจระเบิดและทำอันตรายแก่ร่างกายได้ ถือว่าจำเลยมีเจตนาทำร้ายผู้นั้นโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้จะไม่อาจระบุได้ว่าประทัดดอกใดหรือจำเลยคนใดเป็นผู้กระทำโดยตรง แต่หากการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ก็อาจลงโทษฐานพยายามทำร้ายร่างกายได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งเก้าร่วมกันจุดประทัดโยนขว้างใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 295, 297, 83 จำเลยทั้งเก้าให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายวันชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเก้ามีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุกคนละ 4 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งเก้าอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 6 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 จากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าก็ตาม แต่ตามฟ้องบรรยายชัดว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกร่วมกันจุดสายชนวนประทัดแล้วโยนใส่โจทก์ร่วม แรงระเบิดของประทัดทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส แสดงให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 กับพวกที่จุดประทัดดอกที่เกิดเหตุเพียงดอกเดียวเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ต่างจุดประทัดดอกอื่น จึงมิใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 ฐานพยายามทำร้ายร่ายกายได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อีกต่อไป พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้องที่แตกต่างจากข้อเท็จจริงในทางพิจารณามิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยทั้งเก้ามิได้หลงข้อต่อสู้สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 9 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัย จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 จากสารบบความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยทั้งเก้ามีเจตนาร่วมกันในการจุดประทัดและโยนประทัดดอกที่เกิดเหตุใส่โจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพียงว่าประทัดถูกโยนมาจากกลุ่มของจำเลยเท่านั้น โดยมิได้นำสืบให้เห็นชัดว่าจำเลยคนใดจุดและโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมจึงเป็นกรณีที่น่าสงสัยว่าจำเลยทั้งเก้าจะมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดทุกคนหรือไม่ และจะเหมารวมว่าจำเลยทุกคนมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิดโดยโยนประทัดขว้างใส่โจทก์ร่วมหาได้ไม่นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังได้ว่า จำเลยทั้งเก้าได้ร่วมกันจุดประทัดโยนใส่ขบวนผ้าป่าซึ่งโจทก์ร่วมได้ร่วมขบวนมาด้วย และประทัดที่พวกจำเลยจุดได้เกิดระเบิดถูกตาซ้ายของโจทก์ร่วม เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย เห็นว่า จำเลยทั้งเก้าย่อมทราบดีว่าประทัดเป็นดอกไม้เพลิงซึ่งสามารถทำอันตรายแก่ร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บได้ ทั้งจำเลยทั้งเก้าย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าเมื่อจำเลยทั้งเก้าจุดประทัดโยนขว้างใส่โจทก์ร่วม เมื่อประทัดเกิดระเบิด โจทก์ร่วมย่อมได้รับอันตราย ถือได้ว่าจำเลยทั้งเก้าทุกคนมีเจตนาทำร้ายโจทก์ร่วมโดยย่อมเล็งเห็นผล แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ทราบและนำสืบให้ได้ความว่าประทัดดอกใดจำเลยคนใดเป็นผู้จุดแล้วโยนขว้างใส่โจทก์ร่วมอันเป็นเหตุทำให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายก็ตาม ก็มีผลเพียงจะลงโทษจำเลยทั้งเก้าฐานทำร้ายร่างกายไม่ได้เท่านั้น คงลงโทษได้เพียงฐานพยายามทำร้ายร่างกาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 8 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2547 พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ โจทก์ นายวันชัย คำมี โจทก์ร่วม นายสุชาติ อารีญาติ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ · โจทก์ร่วม - นายวันชัย คำมี · จำเลย - นายสุชาติ อารีญาติ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชัย เหลืองวิไล · ปัญญา สุทธิบดี · สถิตย์ อรรถบลยุคล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายพรชัย ชินตาปัญญากุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 789/2480ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 647/2563ฎีกา 1666/2521ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 1141/2506ฎีกา 5957/2530ฎีกา 8651/2558ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1386/2521ฎีกา 9368/2552ฎีกา 863/2486ฎีกา 786/2519ฎีกา 4903/2562
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา