⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1273/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจำนองที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ข้อกำหนดเรียกดอกเบี้ยนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ ผู้จำนองจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองนั้น

ย่อคำพิพากษา

พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองโจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย สัญญาจำนองจึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ข้อกำหนดเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยหาต้องรับผิดตามสัญญาจำนองต่อโจทก์ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,534,000 บาท โจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยจดทะเบียนจำนองอีกครั้งโดยนำดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเป็นเงิน 276,120 บาท ดอกเบี้ย 6 เดือนที่สองเป็นเงิน 325,818 บาท และดอกเบี้ย 5 เดือนสุดท้ายเป็นเงิน 320,390 บาท รวมเป็นเงิน 922,328 บาท มาจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 920,000 บาท ตามฟ้อง สัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนอง 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของจำเลย นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 1,534,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองอีกในวงเงิน 920,000 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องับผิดตามสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวน 920,000 บาท ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยมีตัวจำเลย นายอิศรา หวัดี และนางสนาม หวังดี เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้รับเงินตามสัญญาจำนองฉบับแรกเท่านั้น แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน จำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสองจึงคิดดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าวแล้วให้จำเลยจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ตามจำนวนดอกเบี้ยโดยปัดเศษทิ้ง ทั้งนี้เพื่อโจทก์ทั้งสองยอมผ่อนเวลาชำระหนี้จำนองให้ จำเลยจึงยอมทำ โดยมิได้รับเงินในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 โจทก์ที่ 2 เบิกเงินจากธนาคารมาให้จำเลย ส่วนโจทก์ที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ถอนเงินจากธนาคาร แต่เป็นเงินสดที่โจทก์ที่ 2 ใช้ในการหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี จึงน่าสงสัยว่าโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท ในการจำนองครั้งที่ 2 แก่จำเลยหรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาดูจำนวนเงินโดยคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้ยอละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,534,000 บาท ทุก 6 เดือนคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองครั้งแรกถึงวันทำสัญญาจำนองครั้งที่ 2 โดยปัดเศษทิ้ง จะได้จำนวนเงินเท่ากับ 920,000 บาท ประกอบกับจำเลยกู้ยืมเงินตามสัญญาจำนองครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 1,534,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้ชำระทั้งตนเงินและดอกเบี้ย โจทก์ที่ 1 กลับไม่ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ย แต่โจทก์กลับฟ้องเรียกตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ทำให้สอดรับกับข้อนำสืบของจำเลยว่าเป็นการเรียกเอาเฉพาะดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธขาดเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยมีเหตุผลน่ารับฟัง จึงไม่น่าเชื่อว่าในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย ดังนั้น ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2547 นางสาวยิ้วเตียง แซ่ซึง กับพวก โจทก์ นางสาววาสนา หวังดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวยิ้วเตียง แซ่ซึง กับพวก · จำเลย - นางสาววาสนา หวังดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 1536/2500ฎีกา 3803/2565ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 961/2566ฎีกา 1783/2551ฎีกา 7913/2551ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 5236/2542ฎีกา 404/2565ฎีกา 4823/2548ฎีกา 230/2501ฎีกา 6096/2550ฎีกา 5423/2553ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2257/2543ฎีกา 805/2506ฎีกา 8739/2551ฎีกา 1302/2531ฎีกา 9571/2544ฎีกา 2791/2546ฎีกา 5162/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ