⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2015/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2015/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พยานหลักฐานที่สอดคล้องเชื่อมโยงกันและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้ไม่มีประจักษ์พยานในขณะเกิดเหตุ ก็สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดได้. การรับสารภาพในชั้นสอบสวนที่ให้รายละเอียดแห่งการกระทำและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ถือเป็นพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานอื่นที่หักล้างได้อย่างมีน้ำหนัก.

ย่อคำพิพากษา

พยานโจทก์ทุกปากไม่มีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 ทั้งเบิกความและให้การได้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมชิงทรัพย์และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ก่อนเกิดเหตุมีชาย 2 คน ซึ่งคล้ายจำเลยทั้งสองว่าจ้างผู้ตายขับรถยนต์รับจ้างออกไปจากโรงแรม ร. หลังจากนั้นไม่นานผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย และทิ้งศพไว้ในที่เกิดเหตุ และต่อมาในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์ของผู้ตายไปใช้เป็นยานพาหนะในการชิงทรัพย์ร้านทอง ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ว่าจ้างผู้ตายให้ขับรถยนต์รับจ้างจากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงก็ได้ร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวและฆ่าผู้ตาย เพียงแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเท่านั้น บ่งชี้ชัดว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเป็นคนร้ายรายนี้จริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่าไม่เคยไปพักที่โรงแรม ร. กับได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านข้อความเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายนั้น เมื่อพิจารณาคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การแล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การกล่าวถึงการกระทำโดยละเอียดและยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 พนักงานสอบสวนไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง โดยการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิทธิของผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่ง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสอบสวนที่ชอบ ไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า การแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่งยกเรื่องการไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบ อันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบและไม่อาจรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานได้ อนึ่ง คดีนี้ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่สุด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.7 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 ประมวลกฎหมายอาญา ม.289 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 288, 289, 339 วรรคท้าย พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ. 72, 72 ทวิ ริบกุญแจมือของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 697/2537 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2538 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (4), 339 วรรคท้าย, 340 ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 289 (4) ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ให้ประหารชีวิต และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร จำคุก 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม สำหรับความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละตลอดชีวิต เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดดังกล่าวตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่ต้องนำโทษตามความผิดกระทงอื่นมารวมเข้าด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบกุญแจมือของกลาง นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 697/2537 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 635/2538 ของศาลจังหวัดปราจีนบุรี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289 (6), 339 วรรคท้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 289 (6) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และให้ยกคำขอที่ให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์เก๋งโตโยต้าหมายเลขทะเบียน 2 จ - 1729 กรุงเทพมหานคร ราคา 250,000 บาท ของนายนิวัติ พิบูรณ์ ผู้ตาย โดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แล้วทิ้งศพผู้ตายไว้ในที่เกิดเหตุ ต่อมาในวันเกิดเหตุเวลา 12.10 นาฬิกา จำเลยทั้งสองใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นยานพาหนะไปชิงทรัพย์ที่ร้านทองในจังหวัดปราจีนบุรี มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามฟ้องหรือไม่ คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุ คงมีแต่พยานแวดล้อม โดยมีนายวิรัช กลิ่นอำไพ พนักงานบริการลูกค้าของโรงแรมโรสทาวน์เป็นพยานเบิกความว่า ผู้ตายเคยนำรถยนต์รับจ้างมาจอดที่คิวรถภายในโรงแรมเป็นเวลา 3 ถึง 4 ปี ก่อนเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจนำภาพถ่ายจำเลยทั้งสองมาให้ดู พยานดูแล้วให้การไปว่าคล้ายกับชาย 2 คน ที่มากับหญิง 2 คน และเข้าพักที่ห้องเลขที่ 646 ของโรงแรมในคืนเกิดเหตุ สำหรับพยานโจทก์ปากนายนุดิษฐ์ แสงเพ็ญฉาย และนายไพศาล เรืองวิวัฒน์พันธ์ โจทก์ไม่ได้ตัวมาสืบ คงค้างส่งบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานทั้งสองตามเอกสารหมาย ป.จ.12 และ ป.จ.13 โดยนายนุดิษฐ์ให้การไว้ว่า ประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างอยู่ที่โรงแรมโรสทาวน์เช่นเดียวกับผู้ตายและจะพบผู้ตายทุกวัน วันที่ 14 กันยายน 2536 เวลา 23 นาฬิกาเศษ ผู้ตายซึ่งขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 2 จ - 1729 กรุงเทพมหานคร ได้คิวรับผู้โดยสารจากโรงแรม แต่ไม่ทราบว่าไปส่งที่ใด และนายไพศาลให้การว่า เป็นพนักงานบริการลูกค้าของโรงแรมโรสทาวน์ วันเกิดเหตุเวลา 0.45 นาฬิกา แขกทั้งสี่คนที่มาพักห้องเลขที่ 644 และ 646 ได้ว่าจ้างรถยนต์รับจ้างยี่ห้อโตโยต้า ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นของผู้ตายออกไปจากโรงแรม โจทก์ยังมีจ่าสิบตำรวจวันชัย เพ็งปาน ซึ่งเป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ตามหมายจับในคดีชิงทรัพย์ที่ร้านทองเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชิงทรัพย์รถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้าและฆ่าเจ้าทรัพย์ถึงแก่ความตาย โดยจำเลยทั้งสองว่าจ้างผู้ตายให้ขับรถยนต์จากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย จากนั้นได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวไปก่อคดีชิงทรัพย์ที่ร้านทองในเขตจังหวัดปราจีนบุรีตามที่ได้ออกหมายจับไว้ มีร้อยตำรวจเอกชัยวัฒน์ ศรีอัศวอมร พนักงานสอบสวนคดีชิงทรัพย์ที่ร้านทองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองรับว่าได้ปล้นร้านทองในเขตจังหวัดปราจีนบุรี โดยก่อนหน้านี้ได้รถยนต์คันดังกล่าวมาจากการชิงทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์ที่จังหวัดสระบุรี และมีพันตำรวจโทสุรชาติ รอดพิทักษ์ พนักงานสอบสวนคดีนี้เป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายจากนั้นได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปชิงทรัพย์ที่ร้านทองตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.4 และ ป.จ.10 กับได้นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย ป.จ.5 และ ป.จ.11 เห็นว่า พยานโจทก์ทุกปากไม่มีสาเหตุกับจำเลยที่ 1 ทั้งเบิกความและให้การได้สอดคล้องเชื่อมโยงกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นในขณะเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมชิงทรัพย์และใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ก่อนเกิดเหตุมีชาย 2 คน ซึ่งคล้ายจำเลยทั้งสองว่าจ้างผู้ตายขับรถยนต์รับจ้างออกไปจากโรงแรมโรสทาวน์ หลังจากนั้นไม่นานผู้ตายถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงถึงแก่ความตาย และทิ้งศพไว้ในที่เกิดเหตุ และต่อมาในวันเดียวกันจำเลยทั้งสองได้นำรถยนต์ของผู้ตายไปใช้เป็นยานพาหนะในการชิงทรัพย์ร้านทอง ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ว่าจ้างผู้ตายให้ขับรถยนต์รับจ้างจากกรุงเทพมหานครไปส่งที่จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงก็ได้ร่วมกันชิงทรัพย์รถยนต์คันดังกล่าวและฆ่าผู้ตาย เพียงแต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนใช้อาวุธยิงผู้ตายเท่านั้น บ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นคนร้ายรายนี้จริง ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่าไม่เคยไปพักที่โรงแรมโรสทาวน์กับได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การโดยไม่ได้อ่านข้อความเนื่องจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายนั้น เมื่อพิจารณาคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.4 แล้ว ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ให้การกล่าวถึงการกระทำโดยละเอียดและยังนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพเอกสารหมาย ป.จ.5 ข้อนำสืบของจำเลยที่ 1 จึงไม่น่าเชื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จากบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ป.จ.4 พนักงานสอบสวนไม่ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง โดยการแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิทธิของผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่ง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสอบสวนที่ชอบ ไม่ควรรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า การแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับให้ต้องระบุไว้ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ทั้งจำเลยที่ 1 เพิ่งยกเรื่องการไม่แจ้งสิทธิดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบแต่ประการใด จึงไม่น่าเชื่อว่าพนักงานสอบสวนจะไม่ได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้จำเลยที่ 1 ทราบอันจะเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบและไม่อาจรับฟังบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานได้ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้ จำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นที่สุดแต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 ได้ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2015/2547 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นายมาโนช จันทร์ปิยวงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี · จำเลย - นายมาโนช จันทร์ปิยวงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา ประสงค์จรรยา · องอาจ โรจนสุพจน์ · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 185/2535ฎีกา 1656/2512ฎีกา 2530/2527ฎีกา 824/2535ฎีกา 7651/2552ฎีกา 19406/2555ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1148/2534ฎีกา 831/2541ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7601/2540ฎีกา 778/2519ฎีกา 831/2532ฎีกา 2936/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ