⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 367/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำขึ้นโดยผู้มีสิทธิเรียกร้องและผู้ถูกเรียกร้อง โดยผู้มีสิทธิเรียกร้องได้สละสิทธิบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อแลกกับประโยชน์ตอบแทน ถือว่ามีผลผูกพันและไม่ตกเป็นโมฆะ หากไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

เอกสารที่ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามระบุว่า โจทก์ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 โดยจำเลยทั้งสามจ่ายเงินผลประโยชน์พิเศษให้จำนวน 500,000 บาท และโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่หรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 นั้น มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ตกลงกับจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อยอมรับภายหลังจากที่โจทก์แสดงความประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ และไม่ข้ดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการทำงานให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 2,159,750 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 415,624.75 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 90,373.39 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,665,748.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ...เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ตกลงรับเงินผลประโยชน์พิเศษจากจำเลยทั้งสามรวมเป็นเงินจำนวน 500,000 บาท และจะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มีอยู่ในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยทั้งสามด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องเรียกค่านายหน้าจากจำเลยทั้งสามได้อีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าหนังสือฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 ตามเอกสารหมาย ล.7 นายโวลฟ์ นิโคไล เอ็นซิอาน ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าการที่ศาลแรงงานกลางตีความหมายของหนังสือเอกสารหมาย ล.7 ว่า มีความหมายด้วยว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยที่ 3 ซึ่งหมายรวมถึงค่าตอบแทนการขายหรือค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าด้วยนั้น ศาลแรงงานกลางยกขึ้นวินิจฉัยเองโดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ทั้งศาลแรงงานกลางได้ตีความไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการทำงานของโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ระหว่างโจทก์ทำงานกับจำเลยทั้งสาม โจทก์ได้รับค่าจ้างตอบแทนรายเดือนครบถ้วนแล้ว ภายหลังโจทก์ลาออกจากการเป็นพนักงาน โจทก์ตกลงรับเงินผลประโยชน์พิเศษจากจำเลยทั้งสามจำนวน 500,000 บาท และตกลงว่าจะไม่เรียกร้องเงินค่าจ้างหรือสิทธิประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่มีอยู่ในวันหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างหรือเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ จากจำเลยที่ 1 และปรากฏว่าเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 ก็คือเอกสารหมาย ล.7 พร้อมคำแปล ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคำพยานโจทก์ พยานจำเลยทั้งสาม และคำแถลงรับข้อเท็จจริงของโจทก์และจำเลยทั้งสามแล้วแปลความตามเอกสารหมาย ล.7 ซึ่งมีข้อความว่าโจทก์จะไม่เรียกร้องสิทธิใด ๆ ที่เกิดขึ้นในหรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 จากจำเลยทั้งสาม ว่าความหมายรวมถึงค่าตอบแทนการขายหรือค่าคอมมิชชั่นหรือค่านายหน้าด้วย การวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยตามคำฟ้อง คำให้การ คำแถลงรับและพยานหลักฐานโจทก์จำเลยตามประเด็นข้อพิพาทในคดีแล้ว มิใช่ศาลแรงงานกลางยกขึ้นเองโดยจำเลยทั้งสามไม่ได้ยกเป็นข้อต่อสู้ดังอุทธรณ์ของโจทก์ ทั้งเอกสารหมาย ล.7 พร้อมคำแปลก็ระบุว่า โจทก์ลาออกจากงานตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 โดยจำเลยทั้งสามจ่ายเงินผลประโยชน์พิเศษให้จำนวน 500,000 บาท และมีข้อความตอนท้ายว่าโจทก์ไม่มีข้อเรียกร้องใด ๆ ที่เกิดขึ้นในวันที่หรือก่อนวันที่ 9 มีนาคม 2544 ต่อจำเลยทั้งสาม ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านว่าคำแปลดังกล่าวไม่ถูกต้อง ศาลแรงงานกลางแปลความดังกล่าวต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการที่สองมีว่า ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.7 ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า เอกสารหมาย ล.7 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ได้ตกลงกับจำเลยทั้งสามตามข้อตกลงดังกล่าวโดยลงลายมือชื่อตกลงและยอมรับภายหลังจากที่โจทก์แสดงความประสงค์จะลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 แล้ว โจทก์ย่อมมีอิสระที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตนเองได้ ข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล.7 จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มีผลใช้บังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะดังอุทธรณ์ของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2547 นางรัชนี เองปัญญาเลิศ โจทก์ บริษัทธิสเซ่นลิฟท์แอนด์เอสคาเลเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางรัชนี เองปัญญาเลิศ · จำเลย - บริษัทธิสเซ่นลิฟท์แอนด์เอสคาเลเตอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ · อรพินท์ เศรษฐมานิต · วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 7200/2540ฎีกา 933/2560ฎีกา 2335/2551ฎีกา 961/2566ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 953/2505ฎีกา 2257/2543ฎีกา 8739/2551ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 5162/2553ฎีกา 4541/2550ฎีกา 174/2538ฎีกา 958/2552ฎีกา 5712/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ