⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3722/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2547

ป.อาญา ม.29, 30 · ป.วิ.อาญา ม.195, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคำนวณค่าปรับตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ ให้คำนวณจากราคาของซึ่งรวมค่าอากรขาเข้าเท่านั้น ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีตามกฎหมายอื่น

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากรฯ มาตรา 27 ทวิ มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งรวมค่าอากร เข้าด้วยแล้ว กฎหมายมิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ของกลางที่จำเลยทั้งสามร่วมกันรับไว้โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักรมีราคา 7,000 บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 2,737 บาท เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของราคาของดังกล่าวจำนวน 490 บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและอากรขาเข้า รวมเป็นเงิน 9,247 บาท โทษปรับสี่เท่าเป็นจำนวน 36,988 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสาม ในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน 38,948 บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้อง ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยทั้งสามถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ เป็นเงิน 18,494 บาท หากจำเลย ไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน จึงกักขังจำเลยได้คนละ 30 วัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 ประมวลกฎหมายอาญา ม.30

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.29 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.30 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา ๓๒, ๓๓, ๕๘, ๘๐, ๘๓, ๙๑, ๓๓๕ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ พ.ร.บ. ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลางที่เหลือ จ่ายรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับตามกฎหมาย และนำโทษจำคุกของจำเลยที่ ๑ ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๓๒๘/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ ๑ คดีนี้ จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ ๑ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? อนึ่งสำหรับความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ นั้น มีระวางโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วเท่านั้น มิได้กำหนดให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษี ตามกฎหมายอื่นมารวมคำนวณด้วย คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันรับเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และ โซ่ยนต์ของกลางโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นของที่ผู้อื่นลักลอบนำพาหนีศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ดังกล่าวราคา ๗,๐๐๐ บาท ค่าภาษีอากรขาเข้ากับภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน ๒,๗๓๗ บาท ดังนั้น เมื่อหักภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๗ ของราคาเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบาร์และโซ่ยนต์ จำนวน ๔๙๐ บาท ออกแล้ว คงเป็นราคาของและค่าอากรขาเข้ารวมเป็นเงิน ๙,๒๔๗ บาท คำนวณโทษปรับสี่เท่าเป็นเงิน ๓๖,๙๘๘ บาท ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับจำเลยทั้งสามในความผิดดังกล่าวก่อนลดโทษรวมเป็นเงิน ๓๘,๙๔๘ บาท โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมคำนวณค่าปรับด้วยนั้นจึงเกินกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ นอกจากนี้เมื่อจำเลยทั้งสามต้องถูกปรับรวมกันตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ ดังนั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับและจะต้องถูกกักขัง แทนค่าปรับ ต้องกักขังจำเลยทั้งสามตามส่วนคนละเท่า ๆ กัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ นั้นไม่ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยกำหนดให้ชัดแจ้ง พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานรับไว้ซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากรปรับจำเลยทั้งสามรวม ๓๖,๙๘๘ บาท ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงปรับจำเลยทั้งสามรวม ๑๘,๔๙๔ บาท หากจะกักขังจำเลยแทนค่าปรับเฉพาะในความผิดฐานนี้ให้กักขังจำเลยไว้คนละ ๓๐ วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔ . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3722/2547 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายสุนทร ไชยเดช กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม · จำเลย - นายสุนทร ไชยเดช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา ประสงค์จรรยา · องอาจ โรจนสุพจน์ · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายปราโมทย์ ฉิมพินิจ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสิงห์พล ละอองมณี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 9647/2557ฎีกา 7651/2552ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 3800/2564ฎีกา 7201/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา