⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8572/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8572/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจขอให้ศาลกลับมาพิจารณาใหม่ได้ แม้จะมีการยื่นคำร้องภายหลังก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับลงลายมือชื่อไว้ในอุทธรณ์ว่าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นอุทธรณ์ หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แต่จำเลยที่ 2 ไม่เสียภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 2 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ภายในกำหนด 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ย่อมเป็นอันถึงที่สุด การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอวางเงิน ค่าขึ้นศาลเพิ่มเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ซึ่งพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดและสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วก็ดี และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 2 จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มพร้อมกับสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยอ้างเหตุว่ามิได้จงใจที่จะไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มก็ดี ก็หามีผลลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุดดังกล่าวแล้วไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ในครั้งหลังนี้ ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับเรื่องเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และขอให้สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 อีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.229 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.234

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน น.ส. 3 ก. ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดและขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. 3 ก. บางส่วนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. 3 ก. ให้แก่โจทก์นั้นในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของจำเลยที่ 2 แล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง แต่จำเลยที่ 2 ไม่เสียค่าขึ้นศาลให้ครบในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2545? วันที่ 25 มิถุนายน 2545 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มและสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาที่จะไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่ม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับลงลายมือชื่อไว้ในอุทธรณ์ว่าจะมาฟังคำสั่งภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นอุทธรณ์คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 หากไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว ต่อมาวันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จึงถือได้ว่าวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 2 ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2545 แต่จำเลยที่ 2 ไม่เสียภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 2 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ต้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ภายในกำหนด 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ทราบโดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2545 แต่จำเลยที่ 2 มิได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งแต่อย่างใด คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ย่อมเป็นอันถึงที่สุด การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอวางเงิน ค่าขึ้นศาลเพิ่มเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2545 ซึ่งพ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดและสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วก็ดี และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยที่ 2 จึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นรับเงินค่าขึ้นศาลเพิ่มพร้อมกับสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยอ้างเหตุว่ามิได้จงใจที่จะไม่เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มก็ดี ก็หามีผลลบล้างคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุดดังกล่าวแล้วไม่ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 2 ในครั้งหลังนี้ ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับเรื่องเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และขอให้สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 อีก ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบและไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกา พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์และยกฎีกาของจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8572/2547 ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายเอนก อังสนานุวุฒิ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายเอนก อังสนานุวุฒิ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายจรัส วงศ์ตระกูล · ศาลอุทธรณ์ - นายประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4024/2536ฎีกา 4820/2548ฎีกา 1843/2551ฎีกา 1022/2551ฎีกา 1734/2506ฎีกา 185/2566ฎีกา 3589/2525ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 1142/2565ฎีกา 3830/2524ฎีกา 2099/2532ฎีกา 4789/2553ฎีกา 9203/2547ฎีกา 5768/2534ฎีกา 8086/2543ฎีกา 2981/2545ฎีกา 1049/2526ฎีกา 215/2544ฎีกา 8909/2544ฎีกา 4122/2540ฎีกา 946/2550ฎีกา 12104/2553ฎีกา 1077/2532ฎีกา 9407/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา