⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8738/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ต้องคำนวณตามข้อหาที่พิพาทกัน หากทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามกฎหมาย.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จะต้องคำนวณจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามข้อหาของการผิดสัญญาเล่นแชร์แต่ละวงโดยทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำหรับแชร์วงแรก มีจำนวน 42,787.23 บาท ต้องถือว่าอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับแชร์วงแรกเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับแชร์วงแรกเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนอุทธรณ์ในดอกเบี้ยค้างชำระเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เพราะหนี้ประธานต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้วศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับแชร์วงแรก การที่โจทก์เพียงยื่นคำแก้ฎีกาว่า ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาใหม่ โดยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 บังคับให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งคำแก้ฎีกาของโจทก์ไม่มีผลเป็นการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งในประเทศดังกล่าว คดีสำหรับแชร์วงแรกจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าแชร์วงที่สองจัดตั้งเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2532 แล้วแชร์ล้มก่อนครบกำหนด โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยนับแต่แชร์ล้ม แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องเป็นเวลาเกิน 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความซึ่งมีกำหนด 5 ปี คำให้การของจำเลยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งว่าหนี้ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งเกินกว่า 5 ปี ขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระขาดอายุความ ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความดอกเบี้ยค้างชำระสำหรับแชร์วงที่สองนั้นชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นนายวงแชร์ชำระเงิน 162,334.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 101,700 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ (ที่ถูก ต้องพิพากษาแก้) ให้จำเลยชำระเงินค่าแชร์วงที่สองให้โจทก์ 118,566.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 77,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 10 มิถุนายน 2542) จนกว่าชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมแชร์วงที่สองระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองศาลให้เป็นพับ และยกอุทธรณ์โจทก์สำหรับแชร์วงแรก คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์สำหรับแชร์วงแรกทั้งหมดแก่โจทก์ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับแชร์วงแรกโดยวินิจฉัยว่า การคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จะต้องแยกคำนวณจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันตามข้อหาของการผิดสัญญาเล่นแชร์แต่ละวง เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันสำหรับแชร์วงแรกมีจำนวน 42,787.23 บาท ต้องถือว่าอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับแชร์วงแรกเป็นคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับแชร์วงแรกเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนอุทธรณ์ในดอกเบี้ยค้างชำระเป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เพราะหนี้ประธานต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์สำหรับแชร์วงแรก โจทก์เพียงแต่ยื่นคำแก้ฎีกาในทำนองว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีนี้ใหม่โดยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 บังคับให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งคำแก้ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวไม่มีผลเป็นการฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนั้น เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในประเด็นดังกล่าว คดีสำหรับแชร์วงแรกจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์ คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าแชร์วงที่สองให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าแชร์วงที่สองแต่ละงวดมีการประมูลให้ดอกแชร์เดือนละเท่าใด ในทางปฏิบัติจะไม่มีผู้ประมูลโดยให้ดอกแชร์สูงกว่าค่าแชร์แต่ละงวด เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ส่งเงินค่าแชร์วงที่สองให้แก่จำเลย แม้โจทก์ประมูลแชร์ได้ในวันที่ 25 มกราคม 2534 โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินจากการประมูลแชร์ เพราะโจทก์ไม่ได้ส่งค่าแชร์นั้น เห็นว่า สำหรับแชร์วงที่สอง จำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยไม่ยอมส่งเงินค่าแชร์ภายหลังจากที่ประมูลแชร์ได้ ฎีกาของจำเลยดังกล่าวที่ยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ได้ส่งเงินค่าแชร์ก่อนที่โจทก์จะประมูลแชร์ได้จึงเป็นฎีกาในเรื่องที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ยื่นคำให้การไว้ เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งมิใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์นำสืบไม่สมข้ออ้างว่าจำเลยเป็นหนี้ค่าแชร์วงที่สองตามฟ้องนั้น เห็นว่า สำหรับความรับผิดในค่าแชร์วงที่สองโจทก์มีหลักฐานการชำระเงินค่าแชร์ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 กับรายละเอียดคำนวณหนี้ค่าแชร์ทั้งสามหุ้นตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.9 มาแสดง โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งความถูกต้องของเอกสารดังกล่าว ทั้งจำเลยยังเบิกความเป็นพิรุธโดยเบิกความตอนแรกว่า โจทก์ประมูลแชร์และได้รับเงินค่าแชร์ไปครบถ้วนแล้ว แต่ต่อมากลับเบิกความว่า โจทก์ประมูลแชร์ได้แต่ได้รับเงินค่าแชร์ไม่ครบพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยค้างชำระค่าแชร์วงที่สองตามเอกสารการคำนวณหนี้ค่าแชร์หมาย จ.7 ถึง จ.9 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าแชร์วงที่สองตามฟ้องแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า หนี้ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระสำหรับแชร์วงที่สองซึ่งเกินกว่า 5 ปี ขาดอายุความแล้ว นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ในเรื่องอายุความว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า แชร์วงที่สองจัดตั้งเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2532 แล้วแชร์ล้มก่อนครบกำหนด โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องจากจำเลยนับแต่แชร์ล้ม แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องเป็นเวลาเกิน 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความซึ่งมีกำหนด 5 ปี คำให้การของจำเลยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งว่าหนี้ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระซึ่งเกินกว่า 5 ปี ขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระขาดอายุความ ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความดอกเบี้ยค้างชำระสำหรับแชร์วงสองนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ยอดหนี้ค่าแชร์วงที่สองของโจทก์จำนวนสามหุ้นกับดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องคำนวณรวมยอดเงินได้ 119,547.50 บาท แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระแก่โจทก์เพียง 118,566.16 บาท เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาและกรณีมิใช่การผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8738/2547 นางสมพร ห้าวหาญ โจทก์ นางสมคิด คงชม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสมพร ห้าวหาญ · จำเลย - นางสมคิด คงชม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5445/2537ฎีกา 1658/2513ฎีกา 3978-3979/2529ฎีกา 2902/2538ฎีกา 667/2511ฎีกา 6100/2541ฎีกา 9686/2539ฎีกา 3926/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 9151/2539ฎีกา 2686/2545ฎีกา 7159/2544ฎีกา 2074/2529ฎีกา 2958/2538ฎีกา 3492/2547ฎีกา 537/2540ฎีกา 5101/2550ฎีกา 6296/2545ฎีกา 891/2538ฎีกา 3099/2535ฎีกา 995/2529ฎีกา 4161/2532ฎีกา 6339/2538ฎีกา 7158/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ