⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8879/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8879/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
อายุความ 6 เดือนตามมาตรา 563 ใช้บังคับแก่การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสัญญาเช่าซื้อ แต่หากความเสียหายเกิดขึ้นภายหลังสัญญาเลิกกันและไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ ให้ใช้อายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30

ย่อคำพิพากษา

กำหนดอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 นั้นจะต้องเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้รถบุบสลายที่เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สำหรับกรณีที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำรถยนต์ไปขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เงินที่ยังขาดอยู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.563

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์ดำเนินคดีแทนและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายชัยวัฒน์มอบอำนาจช่วงให้นายยศพนธ์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฒ-1183 กรุงเทพมหานครไปจากโจทก์ในราคา 353,520 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 9,820 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2539 และงวดต่อ ๆ ไป ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไปโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดประจำวันที่ 15 กันยายน 2539 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมส่งมอบรถยนต์คืน แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2540 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพชำรุด โดยเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์คืนเป็นเงิน 3,100 บาท และนำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินเพียง 231,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา โดยโจทก์ขอคิดเพียง 50,000 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าวันละ 300 บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันรับรถยนต์คืนเป็นเวลา 171 วัน รวมเป็นเงิน 51,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 104,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินเดือนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,600 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.4 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดอายุความ 6 เดือน นับแต่รับคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 มิใช่มีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า กำหนดอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 นั้น จะต้องเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้รถบุบสลายที่เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สำหรับกรณีที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำรถยนต์ไปขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เงินที่ยังขาดอยู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความใช้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เช่นเดียวกัน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8879/2547 บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายจรูญ เพ็ชรรัตน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด · จำเลย - นายจรูญ เพ็ชรรัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · วิบูลย์ มีอาสา · ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1068/2534ฎีกา 2178/2526ฎีกา 4644/2549ฎีกา 1896/2493ฎีกา 7463/2553ฎีกา 3745/2526ฎีกา 368/2549ฎีกา 375/2494ฎีกา 2978/2541ฎีกา 2805/2540ฎีกา 8365/2538ฎีกา 1181/2541ฎีกา 1585/2517ฎีกา 2548/2537ฎีกา 5932/2538ฎีกา 6734/2553ฎีกา 91/2512ฎีกา 647/2494ฎีกา 3642/2542ฎีกา 3564/2543ฎีกา 6159/2551ฎีกา 3705/2528ฎีกา 1255/2537ฎีกา 9335/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ