⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9226/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9226/2547

ป.อาญา ม.32, 90, 91 · ป.วิ.อาญา ม.186

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 อาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนที่ถูกนำมาใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลางที่ต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานมีอาวุธปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ผู้กระทำมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละอันแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสามฐานนี้ในเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิด การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบจึงชอบด้วย ป.อ. มาตรา 32 แม้จะมิได้ระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าเป็นการริบของกลางตามบทบัญญัติใด ก็ถือว่าได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แล้ว เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับให้ศาลต้องยกบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการริบของกลางขึ้นปรับในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.186 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371, 376 และริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับมาประการแรกว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยประสงค์เพียงเพื่อการครอบครองเป็นเจตนาเดียว และการกระทำความผิดของจำเลยก็เป็นวันเวลาเดียวกัน ส่วนความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุนั้น การที่จำเลยพาอาวุธปืนไปก็ประสงค์อย่างเดียวคือการนำไปยิงในที่ชุมนุมชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืน ความผิดฐานพาอาวุธปืน และความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ผู้กระทำมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละอัน แตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสามฐานนี้ในวันเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสามฐานมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง กฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ริบอาวุธปืน และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางก็มิได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าริบของกลางตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจึงเท่ากับไม่มีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่าทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิด การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 แล้ว แม้จะมิได้ระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าเป็นการริบของกลางตามบทบัญญัติใด ก็ถือว่าได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แล้ว ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บังคับให้ศาลต้องยกบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการริบของกลางขึ้นปรับในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9226/2547 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเทิง โจทก์ นายปริญญาหรือคำ พันธ์วิไล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเทิง · จำเลย - นายปริญญาหรือคำ พันธ์วิไล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 788/2545ฎีกา 910/2502ฎีกา 3889/2543ฎีกา 6247/2545ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 2365/2563ฎีกา 3637/2559ฎีกา 9026/2553ฎีกา 3120/2559ฎีกา 6575/2551ฎีกา 13379/2555ฎีกา 1392/2564ฎีกา 21848/2555ฎีกา 7570/2541ฎีกา 20504/2556ฎีกา 1089/2559ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ