⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1669/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การใช้ทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมของเจ้าของรวมคนหนึ่ง จะต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ หากเจ้าของรวมคนหนึ่งได้ใช้ทรัพย์สินโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่น และการใช้นั้นขัดต่อสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น เจ้าของรวมคนอื่นย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ" ดังนั้นเมื่อที่ดินกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัด การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นการใช้ที่ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารโดยเลือกบริเวณติดถนนสุขุมวิท โดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมคนอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1360

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 เข้าไปปลูกสร้างอาคารคอนกรีตมีลักษณะถาวรลงในที่ดินดังกล่าวทางด้านทิศตะวันออกติดถนนสุขุมวิท โดยเจตนาครอบครองที่ดินส่วนนั้นอย่างเป็นเจ้าของและเก็บผลประโยชน์เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดพิพาทให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถแบ่งที่ดินกันได้ให้นำที่ดินออกขายในระหว่างเจ้าของรวม หากขายในระหว่างเจ้าของรวมไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วนของแต่ละคน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างสิ่งใดๆ ลงในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างร้านค้าเพื่อขายอาหารชั่วคราวลงในที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก มิได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวรตามที่โจทก์กล่าวอ้างทั้งเมื่อเริ่มเข้าปลูกสร้างโจทก์ก็ทราบดีแต่มิได้คัดค้านแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทจำนวน 2 ไร่ ได้ปลูกสร้างร้านค้าลงในที่ดินพิพาทเนื้อที่เพียงเล็กน้อยไม่เกินสิทธิที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1128 ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้แก่โจทก์ จำนวนเนื้อที่ 7 ไร่ 1 งาน 32 2/10 ตารางวา หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถแบ่งที่ดินกันได้ให้นำที่ดินออกขายในระหว่างเจ้าของรวม หากขายในระหว่างเจ้าของรวมไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งปันกันตามส่วนของแต่ละคน และให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างสิ่งใดๆ ลงในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารติดถนนสุขุมวิท ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ทราบ การที่ไม่โต้แย้งคัดค้านจึงเป็นการที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ความยินยอมแล้ว อีกทั้งอาคารดังกล่าวเป็นเพียงอาคารชั่วคราวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาที่จะครอบครองหรือรบกวนสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นแต่อย่างใด นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมมีสิทธิเก็บดอกผลตามส่วนของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเพื่อขายอาหารนั้นเป็นการที่จำเลยที่ 1 เก็บดอกผลตามส่วนของตนในทรัพย์ดังกล่าว เห็นว่า ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 1 รับในฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในที่ดินพิพาทโดยยังไม่ได้แบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ดังนั้นเมื่อฟังว่ายังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของจำเลยที่ 1 จึงต้องเป็นการใช้ที่ไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ที่จำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารโดยเลือกบริเวณติดถนนสุขุมวิทโดยไม่ได้รับความยินยอมของเจ้าของรวมคนอื่นจึงไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1669/2548 นายประดิษฐ์ วิสุทธิแพทย์ โจทก์ นายปรีชา วิสุทธิแพทย์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประดิษฐ์ วิสุทธิแพทย์ · จำเลย - นายปรีชา วิสุทธิแพทย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พลรัตน์ ประทุมทาน · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 945/2537ฎีกา 7662/2546ฎีกา 643/2497ฎีกา 265/2534ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1084/2533ฎีกา 4227/2540ฎีกา 6893/2540ฎีกา 6520/2549ฎีกา 3294/2545ฎีกา 1454/2551ฎีกา 3743/2536ฎีกา 8264/2538ฎีกา 930/2538ฎีกา 1304/2519ฎีกา 221/2482ฎีกา 1069/2509ฎีกา 298/2485ฎีกา 6562/2541ฎีกา 1844/2531ฎีกา 1726/2522ฎีกา 932/2522ฎีกา 2780/2550ฎีกา 1366/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ