⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 2132/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2548

ป.วิ.อาญา ม.2

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การสอบปากคำผู้ต้องหาที่อายุเกินสิบแปดปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่ผู้ต้องหาร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วม แม้ขณะเกิดเหตุจะอายุไม่เกินสิบแปดปีก็ตาม * การนำชี้ที่เกิดเหตุ ไม่ถือเป็นการสอบสวนผู้ต้องหา จึงไม่ต้องใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี * ผู้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกลักทรัพย์เป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์ดำเนินคดีได้

ย่อคำพิพากษา

บทบัญญัติตามมาตรา 134 ตรี ประกอบมาตรา 133 ทวิ วรรคห้า แห่ง ป.วิ.อ. ใช้บังคับสำหรับกรณีผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีในขณะที่จะมีการสอบปากคำ เมื่อปรากฏว่าขณะที่พนักงานสอบสวนถามปากคำของจำเลยในฐานะผู้ต้องหา จำเลยมีอายุเกินสิปแปดปีแล้ว การสอบปากคำจำเลยของพนักงานสอบสวนจึงไม่จำเป็นต้องมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่จำเลยในฐานะผู้ต้องหาร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำจำเลยแต่อย่างใด แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยจะมีอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวนไม่จำต้องสอบถามเรื่องทนายความตามมาตรา 134 ทวิ (ปัจจุบันมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง) ก่อนเริ่มถามคำให้การผู้ต้องหา ถ้าขณะเริ่มถามคำให้การผู้ต้องหา ผู้ต้องหามีอายุเกินสิบแปดปีแล้ว แม้ขณะกระทำความผิดผู้ต้องหาจะมีอายุไม่เกินสิบแปดปี การนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบการดำเนินคดีนี้ เป็นการดำเนินการก่อนการสอบสวนผู้ต้องหา ไม่ใช่การสอบถามปากคำและมิใช่การชี้ตัวผู้ต้องหาซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายโดยเฉพาะ จึงไม่จำเป็นต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีตามมาตรา 134 ตรี ประกอบมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับ ความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกคนร้ายลักทรัพย์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 357, 83, 33 ริบที่หมุนถอดยางอะไหล่กับคีมตัดเหล็กของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี แต่เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษา ริบที่หมุนถอดยางอะไหล่ คีมตัดเหล็กของกลาง ส่วนข้อหารับของโจรให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่สามปีขึ้นไป หรือในคดีที่มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่ถึงสามปีและผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กร้องขอ หรือในคดีทำร้ายร่างกายเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี การถามปากคำเด็กไว้ในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยานให้แยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็กและให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมให้การถามปากคำนั้นด้วย" มาตรา 134 ตรี บัญญัติว่า "ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี" บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวหมายความว่า สำหรับการสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวนจะต้องแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสม และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่ผู้ต้องหาร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปี เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอบุคคลทั้งหมดดังกล่าวพร้อมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ตรี (ปัจจุบันมาตรา 134/2) ประกอบด้วยมาตรา 133 ทวิ วรรคห้า บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งคุ้มครองผู้ต้องหาที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปีขณะถูกสอบสวนเพราะผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี สภาพร่างกายและจิตใจของเด็กยังอ่อนแอ การถามปากคำส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กและส่งผลให้การสอบสวนคลาดเคลื่อน แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะที่พนักงานสอบสวนถามปากคำของจำเลยในฐานะผู้ต้องหา จำเลยมีอายุเกินสิบแปดปีแล้วแม้ขณะเกิดเหตุจะอายุไม่เกินสิบแปดปีก็ตาม การถามปากคำจำเลยของพนักงานสอบสวนจึงไม่เป็นต้องมีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำจำเลย ส่วนการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบการดำเนินคดีนี้เป็นการดำเนินการก่อนการสอบสวนผู้ต้องหาไม่ใช่การถามปากคำผู้ต้องหาและมิใช่การชี้ตัวผู้ต้องหา ซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายโดยเฉพาะ ดังนั้น แม้จะกระทำขณะที่จำเลยอายุไม่เกินสิบแปดปีจึงไม่จำเป็นต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีตามมาตรา 134 ตรี ประกอบมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าในการถามคำให้การพนักงานสอบสวนมิได้ถามจำเลยว่ามีทนายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง (ปัจจุบันมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง) บัญญัติว่า "ในคดีที่ผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า ก่อนเริ่มการสอบสวน หากผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวนต้องถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มี พนักงานสอบสวนต้องจัดหาทนายความให้แต่ในคดีนี้ในวันที่พนักงานสอบสวนเริ่มถามคำให้การจำเลย ขณะเมื่อจำเลยมีอายุเกินสิบแปดปีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่จำต้องปฏิบัติตามมาตรา 134 ทวิ แต่ประการใด คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 นำรถยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปใช้เป็นการส่วนตัว ผู้เสียหายที่ 2 จึงมิใช่ผู้ครอบครองรถยนต์โดยชอบ เมื่อมีคนร้ายลักเอาฝาครอบล้อรถยนต์ไป ผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่าผู้เสียหายที่ 1 มอบรถยนต์ให้ผู้เสียหายที่ 2 ไว้ใช้เพื่อไปทำงานซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวตลอด เมื่อมีคนร้ายลักเอาฝาครอบล้อรถยนต์ที่ผู้เสียหายที่ 2 ครอบครองอยู่ อันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีได้ การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2548 พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) โจทก์ นายชุมพล ควรแถลง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี(แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) · จำเลย - นายชุมพล ควรแถลง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สบโชค สุขารมณ์ · วิรัช ลิ้มวิชัย · เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 1298/2501ฎีกา 389/2542ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 3588/2564ฎีกา 1813/2531ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541ฎีกา 2027/2536ฎีกา 954/2502ฎีกา 183/2526ฎีกา 584/2519ฎีกา 4018/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ