⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3997/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3997/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เพียงแต่ตัดโครงคัสซีรถยนต์ออกแล้วนำชิ้นส่วนอื่นมาเชื่อมติดใหม่ โดยไม่ขุดลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงตัวอักษรตัวเลขเดิม ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร การใช้ให้ผู้อื่นปลอมแปลงเอกสาร หากโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยเป็นตัวการปลอมแปลงเอกสารโดยไม่ได้บรรยายว่าจำเลยเป็นผู้ใช้ ศาลจะลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารไม่ได้ แต่จะลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารได้ การนำรถยนต์ซึ่งมีการปลอมตัวอักษรเลขเครื่องยนต์ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่เพื่อมุ่งประสงค์ให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อรับจดทะเบียนรถยนต์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยที่ 1 ตัดโครงคัสซีของรถยนต์ของกลางบริเวณตัวอักษรตัวเลขออกแล้วนำชิ้นส่วนของโครงคัสซีที่ระบุตัวอักษรตัวเลขอื่นมาเชื่อมติดใหม่ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขุดลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงตัวอักษรตัวเลขคัสซีแต่อย่างใดการกระทำของจำเลขที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซี การที่จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นทำลายตัวอักษรตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนเครื่องยนต์ของรถยนต์ของกลางแล้วตอกตัวอักษรตัวเลขให้ตรงกับตัวอักษรตัวเลขของเครื่องยนต์ที่จำเลขที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวโดยไม่ได้บรรยายว่าโจทก์เป็นผู้ใช้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารดังกล่าวไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตัวอักษรตัวเลขของเครื่องรถยนต์ของกลาง ตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 เท่านั้น การที่จำเลขที่ 1 นำรถยนต์ของกลางซึ่งมีการปลอมตัวอักษรเลขเครื่องยนต์ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกฯ ก็เพื่อประโยชน์ของจำเลขที่ 1 ในการใช้หลักฐานปลอมดังกล่าวโดยมุ่งประสงค์ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางประกอบขึ้นจากโครงคัสซี เครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนต่าง ๆ จากชิ้นส่วนรถยนต์เก่าจนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อรับจดทะเบียนรถยนต์ของกลางสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 137, 157, 162, 264, 265, 268 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 27 ทวิ, 102 ตรี ริบรถยนต์ของกลาง จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1531/2539 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1531/2539 ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5022/2537 ซึ่งต่อมาเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 712/2542 ของศาลอาญา จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 265, 84 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ข้อหาแจ้งความเท็จ จำคุก 6 เดือน ข้อหาใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารราชการ จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 712/2542 ของศาลอาญาริบรถยนต์ของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 3 ให้ยกฟ้อง โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานแจ้งความเท็จตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซี และตัวอักษรตัวเลขบนเครื่องยนต์รถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่ สำหรับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารตัวอักษรคัสซีนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ตัดโครงคัสซีของรถยนต์ของกลางบริเวณตัวอักษรตัวเลข แอล 049 จี 00802 ออกแล้วนำชิ้นส่วนของโครงคัสซีที่ระบุตัวอักษรตัวเลขแอล 025 พี 000694 มาเชื่อมติดใหม่โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขูดลบ แก้ไข เปลี่ยนแปลงตัวอักษรตัวเลขคัสซีแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซีดังโจทก์ฟ้องเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขคัสซีตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาได้ แต่สำหรับการกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขเครื่องยนต์นั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นทำลายตัวอักษรตัวเลข 4 ดี 56 ซีอี 0239 ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องยนต์ของรถยนต์ของกลางแล้วตอกตัวอักษรตัวเลขให้ตรงกับตัวอักษรตัวเลขของเครื่องยนต์ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากบุคคลอื่น พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่นำสืบมามีข้อพิรุธจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการปลอมเอกสารดังกล่าวโดยไม่ได้บรรยายว่าโจทก์เป็นผู้ใช้ ศาลจึงลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารดังกล่าวไม่ได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารตัวอักษรตัวเลขบนเครื่องยนต์ของรถยนต์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของกลางซึ่งมีการปลอมตัวอักษรตัวเลขเครื่องยนต์ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกประจำจังหวัดมหาสารคามเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ในการใช้หลักฐานปลอมดังกล่าวโดยมุ่งประสงค์ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อว่ารถยนต์ของกลางคือรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเทาดำ หมายเลขเครื่องยนต์ 4 ดี 55 เอเอกซ์ 4847 ที่ประกอบขึ้นจากโครงคัสซี เครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนต่าง ๆ จากชิ้นส่วนรถยนต์เก่าจนเจ้าหน้าที่เหล่านั้นหลงเชื่อรับจดทะเบียนรถยนต์ของกลางสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหาใช่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาแต่อย่างใดไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ในสถานเบา และรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลย่อมต้องลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 อันเป็นบทหนักที่สุดเพียงบทเดียวซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ให้เบาลงได้อีก ส่วนพฤติการณ์แห่งการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นเป็นบางข้อ พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3997/2548 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นายสมชายหรือติ๊ สุขสมรูป กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม · จำเลย - นายสมชายหรือติ๊ สุขสมรูป กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชาลี ทัพภวิมล · สมชาย จุลนิติ์ · มานะ ศุภวิริยกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมหาสารคาม - นายวิชัย ศิริแสงทอง · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายไชยยงค์ คงจันทร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 7281/2537ฎีกา 3814/2549ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา