⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4027/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสมรสที่เป็นโมฆะตามกฎหมายย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส และผู้ที่ได้รับเงินไปโดยอาศัยการสมรสที่เป็นโมฆะโดยไม่สุจริต ต้องคืนเงินนั้นฐานลาภมิควรได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอก ช. ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของกองทัพเรือโจทก์ เมื่อเรือเอก ช. ถึงแก่ความตายจำเลยได้ขอรับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอด การสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสตกเป็นโมฆะจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอก ช. มิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรกจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 จำเลยมีหน้าที่จะต้องคืนเงินแก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้แต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัดต่อเมื่อมีการเรียกคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้ จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบกับมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.415 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1495 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1496 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1498

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นภริยาของเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2537 เรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตาย จำเลยขอรับเงินบำเหน็จตกทอด โจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท แต่ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาให้การสมรสระหว่างเรือเอกเชิดชายกับจำเลยตกเป็นโมฆะ โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวแต่จำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับหนังสือ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 348,792.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 207,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 207,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แม้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้สั่งอนุญาต แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำเนามายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินบำเหน็จตกทอดนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้นชอบหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชาย ศรีงามผ่อง ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญของโจทก์ เมื่อเรือเอกเชิดชายถึงแก่ความตายจำเลยได้รับเงินบำเหน็จตกทอดจากโจทก์ และโจทก์จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่จำเลย 207,750 บาท ในวันที่ 16 มีนาคม 2538 ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับเรือเอกเชิดชายโดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นสามีภริยากัน หากแต่กระทำเพื่อต้องการได้รับเงินบำเหน็จตกทอดการสมรสของจำเลยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินดังกล่าว เห็นว่า เมื่อศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับเรือเอกเชิดชายตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 การสมรสดังกล่าวจึงไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง และมีผลเท่ากับจำเลยกับเรือเอกเชิดชายมิได้เป็นสามีภริยากันมาแต่แรก จำเลยจึงไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดของเรือเอกเชิดชายและสิทธิของจำเลยดังกล่าวก็ไม่ได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499 เพราะจำเลยมิได้สมรสโดยสุจริต จำเลยจึงต้องคืนเงินบำเหน็จตกทอดให้แก่โจทก์ฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 406 แต่อย่างไรก็ดี แม้จำเลยมีหน้าที่จะต้องคินเงินดังกล่าวแต่ตราบใดที่โจทก์ยังมิได้เรียกคืนก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ต่อเมื่อมีการเรียกเงินดังกล่าวคืนแล้ว แต่จำเลยไม่คืนให้จึงจะถือว่าจำเลยตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่ถูกเรียกคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 415 วรรคสอง และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่เวลานั้นเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าก่อนฟ้องจำเลยยังไม่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ให้คืนเงินดังกล่าวโดยชอบ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเพราะเหตุผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2548 กองทัพเรือ โจทก์ นางประดับ ศรีงามผ่อง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กองทัพเรือ · จำเลย - นางประดับ ศรีงามผ่อง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สบโชค สุขารมณ์ · วิรัช ลิ้มวิชัย · สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1862/2518ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 394/2550ฎีกา 358/2540ฎีกา 4790/2533ฎีกา 1781/2509ฎีกา 6239/2551ฎีกา 4225/2529ฎีกา 6331-6332/2556ฎีกา 4873/2528ฎีกา 6695/2548ฎีกา 2460/2517ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 873/2508ฎีกา 3145/2545ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 7633/2550ฎีกา 1776/2541ฎีกา 75/2481ฎีกา 916/2509ฎีกา 3005/2541ฎีกา 462/2507
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา