⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6220/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ได้ยอมรับการชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งลูกหนี้ได้ให้แทนหนี้เดิมแล้ว หนี้เดิมย่อมระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เป็นสัญญาปลอม และฟ้องแย้งว่าโจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดจากเครื่องของธนาคารและได้เงินไปโดยไม่มีสิทธิ ขอเรียกเงินคืนนั้น มีผลเท่ากับเป็นการปฏิเสธความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับจากจำเลยทั้งหมด ถึงแม้ว่าศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ประเด็นที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้หรือไม่ยังมีอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้เอาเงินของจำเลยด้วยการเบิกเงินของจำเลยผ่านเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติของธนาคาร เป็นการชำระหนี้ตามสัญญาไว้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับหนี้ที่ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย อันเป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ยอมรับแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับ กรณีไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เงินจำนวน 518,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 500,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญากู้ปลอม จำเลยมอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดเงินฝากแก่โจทก์เพื่อประกันการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับนายไสว โจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธินำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินจากธนาคาร โจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินจากบัญชีของจำเลยหลายครั้งเป็นเงิน 966,900 บาท จำเลยขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนเงินที่โจทก์ถอนเงินแต่ละครั้งถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงิน 194,497 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 1,161,397 บาท ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 1,161,397 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 966,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและฟ้องแย้ง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ยุติว่าเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2538 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ จำนวนเงินที่กู้ 500,000 บาท กำหนดใช้คืนภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2538 โดยจำเลยมอบบัตรถอนเงินอัตโนมัติกับสมุดเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพัทลุง ไว้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์ได้นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดถอนเงินเป็นจำนวน 966,900 บาท คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า เมื่อสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยจึงต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยได้ยกประเด็นขึ้นต่อสู้เพียงว่า สัญญากู้ปลอม จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ เมื่อจำเลยไม่ได้ต่อสู้ว่าจำเลยได้ชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์แล้วและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นเรื่องนี้ไว้ การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกประเด็นเรื่องที่ว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์แล้วหรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้ปลอม และได้ฟ้องแย้งว่าโจทก์นำบัตรถอนเงินอัตโนมัติของจำเลยไปกดจากเครื่องของธนาคารและได้เงินไปโดยไม่มีสิทธิ ขอเรียกเงินคืนนั้น มีผลเท่ากับเป็นการปฏิเสธความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับจากจำเลยทั้งหมด ถึงแม้ว่าศาลจะฟังข้อเท็จจริงว่าสัญญากู้ไม่ใช่เอกสารปลอมแต่ประเด็นที่ว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้หรือไม่ยังมีอยู่เพราะเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย การที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยในประเด็นที่จำเลยฟ้องแย้งว่าโจทก์ได้เอาเงินของจำเลยด้วยการเบิกเงินของจำเลยผ่านเครื่องเบิกเงินอัตโนมัติของธนาคาร เป็นการชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินเท่ากับหนี้ที่โจทก์ฟ้องบังคับเอาแก่จำเลย อันเป็นการวินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ได้ยอมรับแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 หนี้ตามสัญญากู้เป็นอันระงับ กรณีมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6220/2548 นางสาวอัญชลี ทองสง โจทก์ นางละออง ช่วยคุณูปการ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวอัญชลี ทองสง · จำเลย - นางละออง ช่วยคุณูปการ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรเพชร วิชิตชลชัย · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ