⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6792/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำร้องสอดที่ขอเข้ามาในคดีเพื่อต่อสู้คดีในฐานะจำเลย ไม่ถือเป็นคำฟ้องตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่บัญญัติว่า "คำฟ้อง" หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล... ไม่ว่าจะเสนอในภายหลัง... โดยสอดเข้ามาในคดี ฯลฯ นั้น เป็นการกำหนดให้คำร้องสอดที่มีลักษณะในการเสนอข้อหาต่อศาลเป็นคำฟ้องด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดให้คำร้องสอดทุกฉบับเป็นคำฟ้อง เนื่องจากการร้องสอดเข้ามาในคดีบางกรณีเป็นการเข้ามาต่อสู้คดีในฐานะจำเลย คำร้องสอดกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจมีสภาพเป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่คำร้องสอดจะเป็นคำฟ้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำร้องสอดเป็นสำคัญ ตามคำร้องสอดของผู้ร้องสอดอ้างว่า จำเลยไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาท แต่ผู้ร้องสอดเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ต่อมาผู้ร้องสอดเปลี่ยนเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยแย่งการครอบครองก่อนปี 2539 โจทก์ไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ผู้ร้องสอดจึงเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดจะต้องได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีขับไล่โดยผลของคำพิพากษา ขอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ดังนี้ คำร้องสอดดังกล่าวเป็นการขอเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลย ข้ออ้างสิทธิตามคำร้องสอดจึงถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีเพื่อให้ศาลยกฟ้อง ไม่ใช่การเสนอข้อหาต่อศาลเพื่อบังคับโจทก์ จึงไม่เป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่จำต้องมีคำขอบังคับตามมาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (3) ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร ผู้ร้องสอดยังไม่ได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีให้ออกจากที่ดินพิพาทตามคำร้องสอด ทั้งผู้ร้องสอดอาจยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา ได้อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในโอกาสดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความตามมาตรา 57 (1)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2479 หลวงสิทธิเทพการได้ยกที่ดินมือเปล่าให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ได้ให้นายวิศิษฏ์ วังตาล ไปแจ้งสิทธิครอบครอง (ส.ค.1) และขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) รวม 10 แปลง ใสชื่อนายวิศิษฏ์เป็นผู้มีชื่อแทนโจทก์ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโจทก์ดังกล่าว เมื่อปี 2524 จำเลยเช่าบางส่วนของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ดังกล่าว เนื้อที่ 5 ไร่เศษ อัตราค่าเช่าไร่ละ 500 บาท ต่อปี เพื่อทำการเกษตรกรรม ต่อมาปี 2539 จำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เรียกจำเลยมาทำการตกลงเรื่องค่าเช่าและชำระค่าเช่า ต่อมาคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลดอนกระเบื้องมีมติให้ผู้ใช้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่ากับผู้เช่าได้ โจทก์จึงบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมออกจากที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากโจทก์สามารถนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 500 บาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมกับบริวารขนย้ายสัมภาระสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องหมายสีแดง ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีกต่อไป และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ไร่ละ 500 บาท ต่อเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาท จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความพร้อมยื่นคำให้การและแก้ไขคำร้องกับคำให้การว่า ผู้ร้องสอดแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์มาเกินกว่า 1 ปีแล้ว ผู้ร้องสอดจึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนการครองครอง โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลจึงไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ใช่ลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ก่อนฟ้องโจทก์ไม่ได้บอกเลิกการเช่านากับผู้ร้องสอดตามขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เดิมผู้ร้องสอดเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์จำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่า จำเลยเป็นเพียงบริวารของผู้ร้องสอด จำเลยมิได้อาศัยอยู่บนที่ดินที่เช่า เพียงแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินพิพาทเท่านั้น หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินจะต้องได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีขับไล่ออกไปจากที่ดินพิพาทโดยผลของคำพิพากษา ขอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งรับคำร้องสอดพร้อมคำให้การและแก้ไขคำร้องสอดและคำให้การของผู้ร้องสอด โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องของผู้ร้องสอดว่า คำร้องของผู้ร้องสอดที่อ้างว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาท จำเลยเป็นเพียงบริวารของผู้ร้องสอด และอ้างว่าจำเลยมิได้อาศัยอยู่บนที่ดินที่เช่าเพียงแต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่พิพาทเท่านั้นทำให้โจทก์ไม่สามารถให้การต่อสู้คดีได้ จึงเป็นคำร้องเคลือบคลุมการโต้แย้งการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินของผู้ร้องสอดกับพวกเมื่อปี 2539 เป็นคำคัดค้านที่คลุมเครือไม่ชัดเจน ไม่เป็นการคัดค้านในฐานะผู้เป็นเจ้าของ โจทก์เพียงแต่เข้าใจว่าเป็นการคัดค้านเพื่อไม่ให้โจทก์นำที่ดินไปขายให้บุคคลอื่น ทำให้โจทก์ไม่อาจทราบถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้คัดค้านได้ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องสอด ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทบริเวณหมายสีแดงตามแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.14 เนื้อที่ 5 ไร่เศษ อันเป็นที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องสอด คืนค่าขึ้นศาลแก่ผู้ร้องสอด ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 319 ตำบลดอนกระเบื้อง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องหมายสีแดง พร้อมขนย้ายสัมภาระสิ่งปลูกสร้างออกไปด้วย กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,500 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่จะวินิจฉัยเป็นข้อแรกมีว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้องสอดถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (3) ที่บัญญัติว่า "คำฟ้อง" หมายความว่า กระบวนพิจารณาใดๆ ที่โจทก์ได้เสนอข้อหาต่อศาล...ไม่ว่าจะเสนอในภายหลัง... โดยสอดเข้ามาในคดี ฯลฯ นั้น เป็นการกำหนดให้คำร้องสอดที่มีลักษณะในการเสนอข้อหาต่อศาลเป็นคำฟ้องด้วยเท่านั้น มิได้กำหนดให้คำร้องสอดทุกฉบับเป็นคำฟ้องแต่อย่างใด เนื่องจากการร้องสอดเข้ามาในคดีบางกรณีเป็นการเข้ามาต่อสู้คดีในฐานะจำเลย คำร้องสอดกรณีเช่นนี้ย่อมไม่อาจมีสภาพเป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว การที่คำร้องสอดจะเป็นคำฟ้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาจากเนื้อหาของคำร้องสอดฉบับนั้นเป็นสำคัญ ตามคำร้องสอดและคำร้องขอแก้ไขคำร้องสอดคดีนี้อ้างว่า จำเลยไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินพิพาท แต่ผู้ร้องสอดเคยเป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ต่อมาผู้ร้องสอดเปลี่ยนเจตนาจากผู้เช่า แสดงเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทเป็นของตนเองโดยแย่งการครอบครองก่อนปี 2539 โจทก์ไม่ได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน 1 ปี ผู้ร้องสอดจึงเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท หากศาลพิพากษาขับไล่จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาทตามฟ้อง ผู้ร้องสอดซึ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์และปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัยในที่ดินจะต้องได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีขับไล่ออกจากที่ดินพิพาทโดยผลขอคำพิพากษา ขอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ดังนี้ คำร้องสอดดังกล่าวเป็นการขอเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะจำเลย ข้ออ้างสิทธิตามคำร้องสอดจึงถือได้ว่าเป็นการต่อสู้คดีเพื่อให้ศาลยกฟ้อง ไม่ใช่การเสนอข้อหาต่อศาลเพื่อบังคับโจทก์ คำร้องสอดคดีนี้จึงไม่เป็นคำฟ้องตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่จำต้องมีคำขอบังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1 (3) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย อย่างไรก็ดี ในโอกาสที่ยื่นคำร้องสอดดังกล่าว ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวาร ผู้ร้องสอดยังไม่ได้รับความเสียหายจากการถูกบังคับคดีให้ออกจากที่ดินพิพาทตามคำร้องสอด ทั้งกรณีเช่นนี้ผู้ร้องสอดอาจยื่นคำร้องเช่นนี้ได้อยู่แล้ว ในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา ดังนั้น การที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้ามาในโอกาสดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิที่มีอยู่แต่อย่างใด ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้องสอดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องสอด อนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของผู้ร้องสอดเฉพาะปัญหาว่าผู้ร้องสอดขอเข้ามาในคดีได้โดยชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โดยยังมิได้วินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของผู้ร้องสอด กรณีต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง 200 บาท ผู้ร้องสอดได้เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามารวมเป็นเงิน 50,000 บาท จึงเป็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องสอด" พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่ผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียนชั้นฎีการะหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6792/2548 มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ โจทก์ นางสุดใจ สีงาม ผู้ร้องสอด นางแจง แซ่ตัน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มิสซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพฯ · ผู้ร้องสอด - นางสุดใจ สีงาม · จำเลย - นางแจง แซ่ตัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นินนาท สาครรัตน์ · จรัส พวงมณี · สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3099/2529ฎีกา 13043/2557ฎีกา 1962/2548ฎีกา 977/2543ฎีกา 2909/2524ฎีกา 767/2518ฎีกา 4810/2542ฎีกา 988/2485ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 4715/2542ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 5640/2540ฎีกา 3542/2545ฎีกา 602/2488ฎีกา 6105/2531ฎีกา 469/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 8119/2540ฎีกา 1896/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา