⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1802/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1802/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประกันภัยค้ำจุนตามมาตรา 887 มีอายุความฟ้องร้องสองปีนับแต่วันวินาศภัยตามมาตรา 882 โดยไม่สามารถนำอายุความทั่วไปมาใช้บังคับได้ และผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องผู้รับประกันภัยโดยตรงโดยไม่ต้องแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญา

ย่อคำพิพากษา

การประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 เป็นการประกันวินาศภัยอย่างหนึ่ง ซึ่งบัญญัติแยกไว้ในส่วนที่ 3 ของหมวด 2 อายุความฟ้องร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิด จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 882 ซึ่งบัญญัติเป็นบทเบ็ดเสร็จทั่วไปในส่วนที่ 1 ของหมวดเดียวกัน อันเป็นกำหนดอายุความที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจเทียบได้กับกรณีประกันชีวิตซึ่งบัญญัติไว้ในหมวดอื่นและไม่อาจนำอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีประกันภัยค้ำจุนได้ การเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดในค่าสินไหมทดแทนนั้น ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันภัยโดยตรง...ฯลฯ" โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ให้รับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาก่อน ทั้งอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัยก็เป็นการบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าให้นับแต่วันเกิดวินาศภัย จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 มาบังคับใช้แก่กรณีนี้หรือนำมาตีความเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัยคดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.882 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-3203 อุบลราชธานี ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้เป็นนายจ้างจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์โดยสารคันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ผู้เอาประกันภัย โดยสัญญาว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 296,862.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 254,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 296,862.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 254,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 4 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่ากำหนดอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 น่าจะใช้บังคับในกรณีที่วินาศภัยเกิดขึ้นแก่ผู้เอาประกันภัยเองอันเป็นการประกันวินาศภัยตามนัยทั่วๆ ไป แต่ไม่รวมถึงกรณีประกันภัยค้ำจุนซึ่งวินาศภัยเกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอกเพราะมีลักษณะแตกต่างกัน และเมื่อเทียบกับกรณีประกันชีวิตแล้วควรใช้อายุความสิบปีซึ่งเป็นอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 20 หมวด 2 ว่าด้วยประกันภัยวินาศภัยนั้น การประกันภัยค้ำจุนตามมาตรา 887 เป็นประกันวินาศภัยอย่างหนึ่งซึ่งบัญญัติแยกไว้ในส่วนที่ 3 ของหมวดดังกล่าว อายุความฟ้องร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดจึงต้องบังคับตามมาตรา 882 ซึ่งบัญญัติเป็นบทเบ็ดเสร็จทั่วไปในส่วนที่ 1 ของหมวดเดียวกัน อันเป็นกำหนดอายุความที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจเทียบได้กับกรณีประกันชีวิตซึ่งบัญญัติไว้ในหมวดอื่นและไม่อาจนำอายุความทั่วไปตามมาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีประกันภัยค้ำจุนได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การประกันภัยค้ำจุนเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์ของบุคคลภายนอก สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ 4 ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 374 ทั้งในวันเกิดวินาศภัยคดีนี้โจทก์ยังไม่ทราบและไม่อยู่ในวิสัยที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดอันเป็นต้นเหตุของสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยได้ จึงไม่อาจตีความว่าอายุความเริ่มนับแต่วันเกิดวินาศภัยโดยนำมาตรา 882 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ เพราะไม่สอดคล้องกับหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 ที่ให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า การเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยค้ำจุนรับผิดในค่าสินไหมทดแทนนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลผู้ต้องเสียหายชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนตามที่ตนควรจะได้นั้นจากผู้รับประกันโดยตรง ฯลฯ" โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4 ให้รับผิดในค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาก่อน ทั้งอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 882 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดสองปี นับแต่วันวินาศภัยนั้น ก็เป็นการบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่าให้นับแต่วันเกิดวินาศภัย จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในการนับอายุความตามมาตรา 193/12 มาบังคับใช้แก่กรณีนี้หรือนำมาตีความเป็นอย่างอื่นได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้พ้นกำหนดสองปีนับแต่วันวินาศภัย คดีของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ซึ่งต้องสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้สั่งแก้ไขในเรื่องนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1802/2549 กรมทางหลวง โจทก์ นายดี แถลงกลาง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมทางหลวง · จำเลย - นายดี แถลงกลาง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัชลิต ละเอียด · สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7230/2552ฎีกา 3131/2543ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2765/2565ฎีกา 1746/2540ฎีกา 7552/2568ฎีกา 958/2535ฎีกา 3760/2533ฎีกา 5590/2548ฎีกา 1042/2518ฎีกา 3174/2527ฎีกา 7034/2538ฎีกา 3819/2540ฎีกา 361/2539ฎีกา 4473/2541ฎีกา 7078/2560ฎีกา 2208/2535ฎีกา 1878/2566ฎีกา 2343/2527ฎีกา 1909/2538ฎีกา 4127/2529ฎีกา 352/2554ฎีกา 1451/2521ฎีกา 2478/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ