คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4610/2549
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดต่างกรรมกับการกระทำชำเราผู้เสียหาย แม้การกระทำจะเกี่ยวเนื่องกันก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหาย เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้เกี่ยวเนื่องกันไป การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียว คือ พรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควร ได้พรากเด็กหญิง ช. อายุ 14 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดามารดาผู้ปกครองดูแลเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วย และเมื่อระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิง ช. ผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยจำนวนหลายครั้งโดยผู้เสียหายยินยอม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีให้ลงโทษจำคุก 4 ปี และฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมให้ลงโทษจำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุก 4 ปี 6 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เสียหายเต็มใจไปด้วยกับการกระทำชำเราผู้เสียหายเป็นการกระทำกรรมเดียวคือการพรากผู้เสียหายไปเพื่อกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมนั้น เห็นว่า เป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดต่างกรรมกับความผิดฐานกระทำชำเราผู้เสียหาย เพราะความผิดทั้งสองฐานมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละเจตนาแตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสองฐานนี้เกี่ยวเนื่องกันไป การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวคือพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4610/2549
พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์
นายประวิทย์ คงสันเทียะ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายประวิทย์ คงสันเทียะ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · สมชาย จุลนิติ์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ