⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4642/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ให้คำนวณจากราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียม และสามารถประเมินใหม่ได้หากปรากฏว่าราคาที่ประเมินไว้เดิมไม่เหมาะสม

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 หมายเลข 3 (เดิม) ท้าย ป.วิ.พ. ที่กำหนดว่า ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย โจทก์ผู้นำยึดและขอถอนการยึดต้องเสียในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 นั้น หมายถึงเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดราคมทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการประเมินราคาเบื้องต้นเท่านั้น ยังถือเป็นราคาทรัพย์สินที่แน่นอนแล้วไม่ได้ ดังนั้น หากพฤติการณ์ต่างๆ ปรากฏในภายหลังว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในขณะทำการยึดนั้นไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไป เจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ และราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.149

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 612,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 598,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป โดยชำระเงินให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 5 เมษายน 2541 หากผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที โดยให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 38901 ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่ศาลชั้นต้นสั่งคืนให้เป็นพับ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 38901 ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเพื่อบังคับจำนอง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาที่ดินขณะทำการยึดไว้ตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 15,000 บาท รายการยึดที่ดินและบัญชียึดทรัพย์ในสำนวน เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดจำนวน 17 ครั้ง แต่ไม่สามารถขายได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท และประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดเป็นครั้งที่ 18 ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2545 วันที่ 26 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2545 จำเลยตกลงขายทรัพย์สินที่ยึดให้แก่นางบุญเรือน เสงคิศิริ ในราคา 500,000 บาท เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์จึงขอถอนการยึด เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากยอดหนี้ตามหมายบังคับคดีจำนวน 1,005,172.47 บาท เป็นเงิน 35,181.04 บาท โจทก์ได้เสียค่าธรรมเนียมจำนวนดังกล่าวให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่โจทก์เห็นว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจากราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่จำนวน 595,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมจำนวน 20,825 บาท การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดค่าธรรมเนียมจากยอดหนี้ตามหมายบังคับคดีจำนวน 1,005,172.47 บาท เป็นการคิดค่าธรรมเนียมที่ไม่ถูกต้อง ขอให้คืนค่าธรรมเนียมส่วนที่คิดเกินจำนวน 14,356.04 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งจากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 1,005,172.47 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีคำนวณจากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 หมายเลข 3 (เดิม) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่กำหนดว่าค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายโจทก์ผู้นำยึดและขอถอนการยึดต้องเสียในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ส่วนการคำนวณราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนด ถ้าไม่ตกลงกันให้คู่ความที่เกี่ยวข้องเสนอเรื่องต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 296 นั้น หมายถึงเสียค่าธรรมเนียมร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึดแต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวยังให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้กำหนดราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย ส่วนการประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการประเมินราคาเบื้องต้นเท่านั้น ยังถือเป็นราคาทรัพย์สินที่แน่นอนแล้วไม่ได้ ดังนั้น หากปรากฏในภายหลังว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในขณะทำการยึดนั้นไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไปเจ้าพนักงานบังคับคดีชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาที่ดินที่ยึดตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 1,160,000 บาท และประเมินราคาสิ่งปลูกสร้างที่ยึดเป็นเงิน 15,000 บาท ต่อมาได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแล้ว รวม 17 ครั้ง เป็นเวลานานถึง 2 ปีเศษ แต่ไม่มีผู้ใดเสนอราคาสูงถึงราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ แสดงว่าราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินไว้ในครั้งแรกเป็นราคาที่สูงเกินไปมีผลทำให้ไม่มีผู้สนใจเข้าประมูลซื้อทรัพย์สินในราคาที่สูงเกินจริง เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบที่จะประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ และราคาทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินใหม่นี้ถือได้ว่าเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่ต้องรับผิดในการบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดใหม่เป็นเงิน 595,000 บาท โจทก์จึงต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากเงินจำนวนดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีร้อยละ 3 ครึ่ง จากจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 1,005,172.47 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้ว่า ให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของเงินจำนวน 595,000 บาท โดยให้คืนค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีจำนวน 14,356.04 บาท ที่เสียเกินให้แก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2549 นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ โจทก์ นายสมชัย โพธิ์สูง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุเมศร์ พันธุ์โชติ · จำเลย - นายสมชัย โพธิ์สูง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ · ชัชลิต ละเอียด
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 802/2491ฎีกา 1913/2520ฎีกา 4024/2536ฎีกา 795/2510ฎีกา 1383/2506ฎีกา 3221/2534ฎีกา 3403/2524ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 8277/2551ฎีกา 292/2502ฎีกา 1094/2495ฎีกา 10842/2558ฎีกา 5303/2533ฎีกา 1251/2493ฎีกา 1426/2493ฎีกา 1958/2536ฎีกา 5048/2542ฎีกา 725/2512ฎีกา 701/2506ฎีกา 1001/2529ฎีกา 492/2511ฎีกา 648/2538ฎีกา 389/2494ฎีกา 2923/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ