⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7086/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยมิชอบ เป็นความผิดกรรมหนึ่ง ส่วนการขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายเพื่อเรียกเอาทรัพย์สิน เป็นความผิดฐานกรรโชกอีกกรรมหนึ่ง การกระทำทั้งสองอย่างนี้เป็นกรรมคนละบทและต่างขั้นตอนกัน จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก เป็นผู้คุมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งภายในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้ตั้งด่านตรวจที่ริมถนนทางเข้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยขอตรวจค้นรถของผู้เสียหายเป็นความผิดแล้วกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก พบสุกรบรรทุกมาโดยไม่มีใบอนุญาตก็ขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายทั้งสองส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีและร่วมกันเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดฐานกรรโชก โดยความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก มีเจตนาและกระทำการคนละขั้นตอนกับความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.145 ประมวลกฎหมายอาญา ม.337

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 145, 310, 337 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาสุกร จำนวน 10 ตัว ราคา 3,000 บาท ที่ไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 145, 337 (2) เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันกรรโชกทรัพย์ของผู้อื่นโดยมีอาวุธปืนติดตัวมาขู่เข็ญ จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 4 ปี และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนสุกร จำนวน 10 ตัว หรือใช้ราคาเป็นเงิน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 วรรคหนึ่ง, 337 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันกรรโชก จำคุกคนละ 2 ปี รวมจำคุกคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวก ซึ่งเป็นผู้คุมหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งภายในสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกได้ตั้งด่านตรวจที่ริมถนนทางเข้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก และได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ทำการตรวจค้นผู้เสียหายทั้งสอง โดยที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการดังกล่าว เมื่อพบว่าผู้เสียหายทั้งสองใช้รถยนต์กระบะบรรทุกสุกรมาโดยไม่มีใบอนุญาตในการเคลื่อนย้ายจึงร่วมกันเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง โดยขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายทั้งสองส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีฐานเคลื่อนย้ายสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่มีเงินจึงยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกนำสุกรของผู้เสียหายทั้งสองไปขายและยอมมอบเงินที่ขายสุกรได้ให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกไปจำนวน 20,000 บาท กับยอมให้เอาสุกรที่เหลือไป (พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์) ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก เนื่องจากยังไม่มีการข่มขืนใจและผู้ถูกข่มขืนใจไม่ได้มอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากความกลัวว่าจะได้รับอันตรายต่อเสรีภาพนั้น เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกได้กระทำการขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองว่าจะส่งผู้เสียหายทั้งสองแก่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีและเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งต่อมาผู้เสียหายทั้งสองก็ได้มอบเงินที่ได้จากการขายสุกรให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ใช่หลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานขอตรวจค้นรถของผู้เสียหายทั้งสองเป็นความผิดแล้วหนึ่งกรรม เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกพบสุกรบรรทุกมาโดยไม่มีใบอนุญาตก็ขู่เข็ญว่าจะจับกุมผู้เสียหายทั้งสองส่งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เพื่อดำเนินคดีและร่วมกันเรียกร้องเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งสอง เป็นความผิดฐานกรรโชก การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวก มีเจตนาและกระทำการคนละขั้นตอนกับความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกจึงเป็นความผิด 2 กรรมต่างกัน และฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการสุดท้ายเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กับพวกที่ตั้งจุดตรวจค้นและเมื่อผู้เสียหายทั้งสองขับรถบรรทุกผ่านมาก็แจ้งว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้นรถของผู้เสียหายทั้งสอง เป็นการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2549 พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี โจทก์ นายประพันธ์ ศรีมูลน้อย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี · จำเลย - นายประพันธ์ ศรีมูลน้อย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรเพชร วิชิตชลชัย · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสระบุรี - นายพลีส เทอดไทย · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายอรรจพล เพชรกาฬ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553ฎีกา 2884/2519ฎีกา 4943/2567ฎีกา 1567/2535ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7958/2555ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 753/2539ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1875/2547ฎีกา 2047/2533ฎีกา 6847/2567ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา