⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 118/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
พนักงานอัยการมีอำนาจยื่นฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ปล่อยจำเลยได้ แม้ว่าศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรกก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (7) บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทย บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1), 33 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการฯ มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.33 พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 ม.11 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม.248 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนังยื่นฟ้องนายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ เป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดปากพนัง คดีอาญาหมายเลขดำที่ 539/2545 ในความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขณะผู้พิพากษาศาลจังหวัดปากพนังออกนั่งพิจารณา อ่านอธิบายฟ้อง และสอบถามคำให้การของจำเลย มีนายศุภชัย ชุมวงศ์ แสดงตนรับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ศาลจังหวัดปากพนังเห็นว่าบุคคลที่มาศาลไม่ใช่จำเลย จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 529/2545 และศาลได้ไต่สวนดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาลแก่นายศุภชัย นายนิคม ชุมวงศ์ นายสุพจน์ ณ นคร และนายถนอมศักดิ์ แซ่ตั้น แล้วเห็นว่านายศุภชัย นายนิคม นายสุพจน์ และนายถนอมศักดิ์ ร่วมกันเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาอันเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล และมีคำสั่งให้จำคุกนายศุภชัยกับนายนิคมคนละ 6 เดือน จำคุกนายสุพจน์กับนายถนอมศักดิ์คนละ 4 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ล.1/2545 หมายเลขแดงที่ ล.1/2545 ของศาลชั้นต้น หลังจากนั้นศาลชั้นต้นไต่สวนหาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวและ เห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของผู้ถูกกล่าวหามีมูลเข้าข่ายในความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาล จึงแจ้งข้อหาฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลแก่ผู้ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดฐานร่วมกันละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มีคำสั่งให้จำคุกผู้ถูกกล่าวหา 6 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 พนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาก่อนว่า การที่พนักงานอัยการยื่นฎีกาตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 248 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องเป็นมาตรา 249) ซึ่งประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นหรือไม่ เห็นว่า ตามมาตรา 11 (7) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลำพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปล่อยผู้นั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้ และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2540 บัญญัติว่า ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด ศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 8 ให้พนักงานอัยการทราบ พนักงานอัยการจึงยื่นฎีกาขอให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามคำสั่งศาลชั้นต้น การยื่นฎีกาของพนักงานอัยการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (7) แม้ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ทำการไต่สวนมาแต่แรก พนักงานอัยการก็มีอำนาจยื่นฎีกาคดีนี้ได้ และไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ประกาศใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ประการใด ที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าพนักงานอัยการไม่มีอำนาจยื่นฎีกาแทนศาลและเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยอันเป็นความผิดฐานร่วมกันและละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ ...ฯลฯ... จากการไต่สวนของศาลชั้นต้นแม้จะปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นพนักงานสอบสวนในคดียาเสพติดให้โทษดังกล่าว แต่คำเบิกความของบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวในชั้นไต่สวนในคดีที่บุคคลทั้งสี่เป็นผู้ถูกกล่าวหากับคำเบิกความของพยานอื่นอีกรวม 7 ปาก ในชั้นไต่สวนคดีนี้ มิได้มีผู้ใดเบิกความพาดพิงถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนตัวจำเลยแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลจึงชอบแล้ว ฎีกาของพนักงานอัยการจังหวัดปากพนังฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 118/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง โจทก์ ร้อยตำรวจโทวิทยา เขื่อนใหญ่ ผู้ถูกกล่าวหา นายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดปากพนัง · ผู้ถูกกล่าวหา - ร้อยตำรวจโทวิทยา เขื่อนใหญ่ · จำเลย - นายอดิศักดิ์ ชุมวงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ฐานันท์ วรรณโกวิท · เกษม วีรวงศ์ · พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 400/2508ฎีกา 6620/2550ฎีกา 9134/2551ฎีกา 3521/2536ฎีกา 1821/2557ฎีกา 1077/2504ฎีกา 195/2497ฎีกา 1018/2510ฎีกา 1120/2539ฎีกา 2962/2547ฎีกา 1316/2519ฎีกา 1010/2503ฎีกา 2838/2537ฎีกา 1248/2535ฎีกา 5167/2548ฎีกา 5786/2537ฎีกา 7/2543ฎีกา 1286/2544ฎีกา 3204/2545ฎีกา 14177/2555ฎีกา 3794/2533ฎีกา 5801/2550ฎีกา 2604/2516ฎีกา 3318/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ