⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 262/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานรับของโจรหลายครั้ง แต่ทรัพย์ของกลางได้มาในคราวเดียวกัน ถือเป็นความผิดฐานรับของโจรเพียงกรรมเดียว หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิดฐานรับของโจรแล้ว จะไม่สามารถฟ้องจำเลยในความผิดฐานเดียวกันนั้นอีกได้

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมด้วยทรัพย์ของกลางในคดีก่อนกับคดีนี้ในคราวเดียวกัน แต่ที่แยกฟ้องเพราะทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีมีผู้เสียหายสองคน การที่จำเลยมิได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับในคดีก่อนไว้คนละคราวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรแล้ว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้จึงระงับไปตามป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของร้อยตำรวจเอกพิฑูร ชาวปลายนา ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร โดยเข้าทางหน้าต่างห้องพักซึ่งทำขึ้นไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า แล้วลักเครื่องแปลภาษา 1 เครื่อง ราคา 7,500 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 10,000 บาท และกางเกงยีน 1 ตัว ราคา 1,300 บาท รวมราคา 19,100 บาท (ที่ถูก 18,800 บาท) ของผู้เสียหาย เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 10 ธันวาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง เจ้าพนักงานยึดตั๋วจำนำเครื่องแปลภาษา ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปอยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นของกลาง และต่อมาเจ้าพนักงานติดตามยึดเครื่องแปลภาษาจากโรงรับจำนำได้ ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหาย หรือมิฉะนั้น ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งเครื่องแปลภาษา อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ เครื่องแปลภาษาของกลางผู้เสียหายได้รับคืนแล้ว เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 335, 357 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 11,300 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบตั๋วจำนำและนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 292/2547 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพข้อหารับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้น ในส่วนคำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ราคา 10,000 บาท และกางเกงยีน 1 ตัว ราคา 1,300 บาท รวมราคา 11,300 บาท แก่ผู้เสียหายนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลยฐานรับของโจร ความรับผิดทางแพ่งของจำเลยคงมีอยู่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาฐานรับของโจรเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายได้รับของกลางที่จำเลยรับของโจรไว้คืนไปแล้ว จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนตามคำขอของโจทก์ได้อีก ส่วนตั๋วจำนำมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดหรือได้มาโดยการกระทำผิด ศาลไม่มีอำนาจริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดฐานรับของโจรของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับการกระทำความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยถูกศาลพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ย่อมระงับไป เห็นว่าข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 14 กันยายน 2547 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นว่าเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยพร้อมด้วยทรัพย์ของกลางในคดีดังกล่าวกับคดีนี้ในคราวเดียวกัน แต่สาเหตุที่แยกฟ้องเพราะทรัพย์ของกลางทั้งสองคดีมีผู้เสียหายสองคน ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่าจำเลยรับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับทรัพย์ของกลางในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นไว้คนละคราวกัน ทั้งได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ ซึ่งโจทก์มิได้คัดค้านว่าเพื่อนของจำเลยนำกระเป๋าบรรจุของกลางทั้งสองคดีนี้มาที่ห้องพักของจำเลยในคราวเดียวกันข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าจำเลยได้รับทรัพย์ของกลางในคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นไว้ในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยทั้งสองคดีจึงเป็นการกระทำความผิดฐานรับของโจรกรรมเดียว แต่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นแต่ละคดีตามจำนวนผู้เสียหาย เมื่อจำเลยถูกฟ้องและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2910/2547 ของศาลชั้นต้นแล้ว สิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานรับของโจรในคดีนี้นั้นเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยตามฎีกาประการอื่นของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2550 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายฤทธิรงค์หรือบี หมื่นสา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายฤทธิรงค์หรือบี หมื่นสา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)องอาจ โรจนสุพจน์ · พิทักษ์ คงจันทร์ · ปรีดา พูนคำ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2200/2548ฎีกา 769/2532ฎีกา 2891/2565ฎีกา 4752/2545ฎีกา 728/2519ฎีกา 3038/2531ฎีกา 4577/2543ฎีกา 2498/2528ฎีกา 4537/2531ฎีกา 5445/2554ฎีกา 184/2542ฎีกา 4182/2530ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 2683/2522ฎีกา 3905/2533ฎีกา 5137/2550ฎีกา 999/2499ฎีกา 77/2490ฎีกา 787/2532ฎีกา 7246/2543ฎีกา 4418/2548ฎีกา 958/2518ฎีกา 1182/2494ฎีกา 1808/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา