⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2671/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้รับชำระหนี้บางส่วนโดยไม่โต้แย้ง ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ได้สละสิทธิที่จะบังคับเอาหนี้ในส่วนที่เหลือแล้ว

ย่อคำพิพากษา

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีก่อนที่กำหนดให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือ โจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 198 แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้ร่วมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้านแสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.198 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยฟ้องโจทก์กับผู้ค้ำประกันโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับผู้ค้ำประกันโจทก์ร่วมกันส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ - 7890 กรุงเทพมหานคร ที่เช่าซื้อคืนจำเลย หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7955/2543 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 17,760 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 1,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือชดใช้ราคาแทนเสร็จสิ้นแต่ทั้งนี้ไม่เกิน 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกัน ครั้นวันที่ 9 กรกฎาคม 2546 โจทก์นำเงินไปวางเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาและขอถอนการยึด เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวแล้วจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตอบแทนแก่โจทก์ โดยต้องจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ - 7890 กรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยดำเนินการดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากไม่สามารถใช้รถยนต์ได้เป็นเงินวันละ 200 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 48,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 อ - 7890 กรุงเทพมหานคร และส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า การที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับพวกส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นการกำหนดให้โจทก์กระทำการชำระหนี้ทีละอย่างก่อนหลังตามลำดับ มิใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้พึงเลือกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 โจทก์จะต้องนำรถยนต์ที่เช่าซื้อมาคืนจำเลยก่อน หากไม่สามารถคืนได้ก็ต้องใช้ราคาแทน การที่โจทก์ใช้ราคาแทนโดยไม่คืนรถยนต์ถือว่าเป็นการชำระหนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วน และถือว่ารถยนต์คันดังกล่าวยังเป็นของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาโดยสรุปว่า จำเลยเป็นฝ่ายกำหนดให้โจทก์ชำระราคาแทนการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน เมื่อโจทก์ชำระราคาให้จำเลยครบถ้วนแล้ว การชำระหนี้โดยการส่งมอบรถยนต์คืนจึงระงับสิ้นไป จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ เห็นว่า แม้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 7955/2543 ของศาลชั้นต้นกำหนด ให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้ตามลำดับ กล่าวคือ โจทก์ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำเลยก่อน หากคืนไม่ได้จึงจะใช้ราคาแทน ไม่ใช่การอันมีกำหนดพึงกระทำเพื่อชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างอันโจทก์จะพึงเลือกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ชำระเงินตามจำนวนหนี้ที่โจทก์ต้องใช้ราคาแทนในกรณีที่ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่จำเลยจนครบถ้วน แล้วจำเลยรับไว้โดยไม่โต้แย้งคัดค้านตามเอกสารหมาย จ.1 แสดงว่าจำเลยได้สละสิทธิที่จะบังคับคดีในหนี้ลำดับแรกแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องไปดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในรถยนต์ที่เช่าซื้อและส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ การที่จำเลยไม่ไปดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้สืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหายจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247" พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานและวินิจฉัยในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2671/2550 นางนลิน หริตวร โจทก์ บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางนลิน หริตวร · จำเลย - บริษัท นวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · เรวัตร อิศราภรณ์ · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1604/2520ฎีกา 949/2534ฎีกา 3458/2533ฎีกา 2556/2539ฎีกา 71/2512ฎีกา 2258/2544ฎีกา 6703/2544ฎีกา 4655/2534ฎีกา 2368/2533ฎีกา 191/2501ฎีกา 3835/2525ฎีกา 4070/2528ฎีกา 635/2536ฎีกา 772/2549ฎีกา 3304/2532ฎีกา 877/2497ฎีกา 121/2506ฎีกา 602/2541ฎีกา 4819/2549ฎีกา 259/2538ฎีกา 3574/2542ฎีกา 6576/2545ฎีกา 1422/2545ฎีกา 3947/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา