⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4204/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้สลักหลังเช็คอาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 และ ป.อ. มาตรา 83 ได้ หากมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 คำว่า "ผู้ใดออกเช็ค" มิได้มีความหมายเฉพาะผู้ออกเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายเท่านั้นที่จะเป็นผู้กระทำความผิดได้ บุคคลอื่นแม้มิใช่ผู้สั่งจ่ายก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คโดยเป็นตัวการร่วมกันตาม ป.อ. มาตรา 83 ได้ ดังนั้น ผู้สลักหลังเช็คจึงอาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คได้ พฤติการณ์ฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุมีคำสั่งให้ระงับการจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2539 จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางบ่อ ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2540 สั่งจ่ายเงินจำนวน 2,827,500 บาท มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์นำไปเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ทั้งนี้ จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คหรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูก มาตรา 4 (1) (3) (5)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกู้ยืมเงินไปจากโจทก์จำนวน 2,827,500 บาท และจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาท โดยมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย มิใช่เช็คที่จำเลยที่ 1 ออกเพื่อเป็นประกันหนี้ให้โจทก์ แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเพียงผู้สลักหลังเช็คพิพาทมิใช่ผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทแต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 นั้น คำว่า "ผู้ใดออกเช็ค" มิได้มีความหมายเฉพาะผู้ออกเช็คในฐานะผู้สั่งจ่ายเท่านั้นที่จะเป็นผู้กระทำความผิดได้ บุคคลอื่นแม้มิใช่ผู้สั่งจ่ายก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คโดยเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ได้ ดังนั้น ผู้สลักหลังเช็คจึงอาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้ออกเช็คได้ การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกเช็คพิพาท มอบให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทแล้วร่วมกันรับรองแก่โจทก์ว่า เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดสามารถเรียกเก็บเงินได้อย่างแน่นอนเช่นนี้ ข้อเท็จจริงตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงฟังได้มั่นคงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกเช็คพิพาท โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ออกเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นตัวการร่วมกันออกเช็คพิพาทชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินด้วยเหตุมีคำสั่งให้ระงับการจ่าย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง มูลหนี้ตามเช็คมาจากหนี้เงินกู้ที่จำเลยทั้งสองไปกู้จากโจทก์โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินรวม 9 แปลง เป็นประกันหนี้เงินกู้ดังกล่าวไว้เต็มจำนวน โจทก์จึงสามารถบังคับจำนองเอาเงินชำระหนี้เงินกู้อันเป็นมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อยู่แล้ว ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดีด้วยการรอการลงโทษจำคุกให้" พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกให้รอการลงโทษแก่จำเลยทั้งสองไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2550 นายนิรันดร์ อารีย์จิตเกษม โจทก์ นายประยงค์ นาคเกิด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนิรันดร์ อารีย์จิตเกษม · จำเลย - นายประยงค์ นาคเกิด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิทธิชัย รุ่งตระกูล · ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์ · ธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 7570/2541ฎีกา 1597/2532ฎีกา 591/2540ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 199/2537ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 235/2540ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 755/2547ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ