⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10484/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10484/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ของเจ้ามรดกได้ แม้จะมีผู้จัดการมรดกแล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 2 และ ฉ. จะเป็นผู้จัดการมรดกของ อ. แล้ว ก็หาทำให้สิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของ อ. ที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ของ อ. สิ้นไปแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิไว้ เมื่อ อ. ถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย หนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจาก อ. ก็ตกเป็นสิทธิของทายาทของ อ. รวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วยเช่นกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดกจำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กลับกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินอีก หากทายาทไม่มีอำนาจฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและมีสิทธิรับมรดกของนายเอื้อม ซึ่งถึงแก่ความตายวันที่ 12 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนายเอื้อม 1,500,000 บาท อัตราดอกเบี้ยชั่งละ 1 บาท กำหนดชำระเงินคืนวันที่ 28 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่นายเอื้อมตลอดมา หลังจากนายเอื้อมถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองไม่ชำระดอกเบี้ยและไม่ชำระเงินคืนเมื่อครบกำหนดตามสัญญา จำเลยทั้งสองยังคงเป็นหนี้นายเอื้อมคิดเป็นต้นเงิน 1,500,000 บาท และค้างชำระดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นระยะเวลา 7 ปี แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นเงินดอกเบี้ย 562,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,062,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองเพื่อกองมรดกของนายเอื้อม 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยตามสัญญา 150,000 บาท หักออกจากเงินดังกล่าว หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 เป็นลูกของนายเอื้อมกับนางปราณี จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 2 วันที่ 28 ตุลาคม 2535 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากนายเอื้อม 1,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราชั่งละ 1 บาทต่อปี กำหนดชำระเงินคืนวันที่ 28 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 รับเงินไปแล้ว จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยบางส่วน นายเอื้อมถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2537 จำเลยที่ 2 และนายฉัตรทองเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอื้อมหลังจากนายเอื้อมถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 มิได้ชำระดอกเบี้ยอีก มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 และนายฉัตรทองจะเป็นผู้จัดการมรดกของนายเอื้อมแล้ว ก็หาทำให้สิทธิของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายเอื้อมที่จะฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนจากบุคคลภายนอกหรือลูกหนี้ของนายเอื้อมสิ้นไปแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะไม่มีบทกฎหมายบัญญัติห้ามหรือตัดสิทธิไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนายเอื้อมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกย่อมตกเป็นของทายาทรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วย หนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมไปจากนายเอื้อมก็ตกเป็นสิทธิของทายาทของนายเอื้อมรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วยเช่นกัน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ถือว่ามีผลประโยชน์ขัดกับกองมรดกจำเลยที่ 2 เพิกเฉยไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 กลับกล่าวอ้างว่ามิได้เป็นหนี้ตามสัญญากู้เงินอีก หากทายาทไม่มีอำนาจฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดก คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากนายเอื้อมหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและรับเงินไปจากนายเอื้อมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่ามิได้เป็นการกู้ยืมเงิน แต่นายเอื้อมยกเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นนี้แทนโจทก์ทั้งสอง 5,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10484/2551 นางปราณี บุญสว่าง กับพวก โจทก์ นายณพดล ทิมพงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางปราณี บุญสว่าง กับพวก · จำเลย - นายณพดล ทิมพงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ศิริชัย วัฒนโยธิน · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · กีรติ กาญจนรินทร์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1452/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1561/2520ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 794/2509ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 863/2524ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1194/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ